fbpx

การเสนอราคา CPC

0

ในการเสนอราคาแบบราคาต่อหนึ่งคลิก (CPC) ด้วยตนเอง คุณจะสามารถตั้งราคาสูงสุดที่จะถูกเรียกเก็บเมื่อมีคนคลิกโฆษณา AdWords ของคุณ คุณจะได้รับผลตอบแทนที่ดีจากวิธีการเสนอราคานี้ เพราะคุณจะจ่ายเฉพาะเวลาที่ผู้ดูสนใจโฆษณาของคุณมากพอที่จะคลิกและเรียนรู้เพิ่มเติม

ลองนึกถึงป้ายโฆษณาที่ผู้ลงโฆษณาจ่ายค่าพื้นที่ป้ายโฆษณาโดยอิงตัวเลขจำนวนคนที่อาจเห็นโฆษณาเมื่อขับรถผ่าน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะสังเกตเห็นโฆษณาจริงๆ หรือไม่ก็ตาม

โฆษณาทางอินเทอร์เน็ตแตกต่างออกไป เมื่อใช้การเสนอราคา CPC ของ AdWords คุณจะจ่ายค่า “พื้นที่ป้ายโฆษณาของ Google” ก็ต่อเมื่อคุณทราบว่าผู้ใช้ดูโฆษณาและมีแรงจูงใจมากพอที่จะคลิกเท่านั้น หากมีผู้ดูโฆษณาของคุณ 100 คน โดยมีคนคลิกเพียงแค่ 3 คน คุณจะจ่ายเพียง 3 คลิก โดยไม่ต้องจ่ายสำหรับการดูโฆษณาอีก 97 ครั้งนั้น

วิธีการทำงานของการเสนอราคา CPC

สำหรับแคมเปญการเสนอราคา CPC คุณเพียงตั้งราคาเสนอต่อหนึ่งคลิกสูงสุดหรือ “CPC สูงสุด” หรือก็คือจำนวนสูงสุดที่คุณยินดีจ่ายสำหรับการคลิกโฆษณาของคุณ (นอกเสียจากคุณจะตั้งค่าการปรับราคาเสนอ หรือใช้ CPC ที่ปรับปรุงแล้ว)

ตัวอย่าง

หากคุณคิดว่า ถ้ามีคนคนหนึ่งเข้าชมเว็บไซต์ของคุณก็คุ้มที่จะจ่าย 7.50 บาทแล้ว คุณก็สามารถตั้ง CPC สูงสุดเป็น 7.50 บาท คุณจะจ่ายไม่เกิน 7.50 บาทเมื่อมีคนอ่านและคลิกโฆษณาของคุณ แต่ไม่ต้องจ่ายอะไรเลยถ้าไม่มีคนคลิก

สมมติว่าคุณสร้างโฆษณาแบบข้อความและตั้งราคาเสนอ CPC สูงสุดเท่ากับ 1.5 บาท ถ้ามีคนเห็นโฆษณา 500 คน และคลิกเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม 23 คน คุณจะจ่ายเพียงแค่ 23 คลิกนั้น ราคาเสนอ CPC สูงสุดของคุณคือ 7.50 บาท ดังนั้น คุณจะจ่ายไม่เกิน 23 คลิก x 7.50 บาท หรือ 172.50 บาทนั่นเอง

บ่อยครั้งที่คุณจะจ่ายน้อยกว่า CPC สูงสุด เนื่องจากในการประมูลของ AdWords จำนวนเงินที่คุณจ่ายสูงสุดคือจำนวนเงินต่ำสุดที่จำเป็นในการรักษาอันดับเฉลี่ยและรูปแบบโฆษณาอื่นใดที่แสดงพร้อมกับโฆษณาของคุณ เช่น ไซต์ลิงก์ อ่านข้อมูลในส่วนด้านล่างเกี่ยวกับ CPC จริง เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนเงินสุดท้ายที่คุณจะถูกเรียกเก็บสำหรับหนึ่งคลิก

การเสนอราคาอัตโนมัติของ AdWords

การเสนอราคาอัตโนมัติของ AdWords ช่วยลดภาระและการคาดเดาระหว่างขั้นตอนการตั้งราคาเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านประสิทธิภาพของคุณ การเสนอราคาที่มุ่งเน้น Conversion ใช้เทคโนโลยีที่อ้างอิงเวลาจริงในการประมูลเพื่อปรับปรุงราคาเสนอโดยพิจารณาจากการสืบค้นจริงที่เกิดขึ้นในการประมูลแต่ละครั้ง นอกจากนี้ยังพิจารณาสัญญาณต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามเวลาจริงในการประมูล เช่น อุปกรณ์ สถานที่ตั้ง ช่วงเวลาของวัน ภาษา และระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ทราบถึงบริบทเฉพาะของการค้นหาแต่ละครั้ง

วิธีตัดสินใจตั้งราคาเสนอ CPC

คุณจะทราบได้อย่างไรว่า จะตั้ง CPC เท่าใดดี คุณสามารถตัดสินได้จากข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของคุณเองและมูลค่าของการขายแต่ละครั้ง ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขายแหวนเพชรราคา 150,000 บาท ลูกค้าใหม่คนเดียวน่าจะมีค่ามากกว่ากรณีที่คุณขายหมากฝรั่งห่อละ 30 บาทได้หลายห่อ

หลังจากที่คุณตั้ง CPC สูงสุดที่คุณยินดีจ่ายแล้ว ให้ตรวจสอบจำนวนคลิกที่คุณได้รับจากโฆษณา และตรวจสอบว่าคลิกเหล่านั้นทำให้เกิดผลทางธุรกิจบนเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ นอกจากนี้ จำไว้ว่าการเข้าชมอินเทอร์เน็ตนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การประเมินราคาเสนอ CPC ของคุณซ้ำอยู่เป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การใช้เครื่องมือ Google เพื่อช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับราคาเสนอ CPC

  • เครื่องจำลองการเสนอราคาจะจำลองสถานการณ์สมมติ “แบบเงื่อนไข” เช่น “ถ้าสัปดาห์ที่แล้วราคาเสนอของฉันสูงกว่าเดิม 3 บาท ฉันจะได้รับการแสดงผลมากขึ้นเท่าใด”
  • เครื่องมือวางแผนคำหลักจะแสดงความถี่ในการค้นหาคำหลักบางคำ รวมทั้งประมาณค่าใช้จ่ายอย่างคร่าวๆ
  • ค่าประมาณการเสนอราคาสำหรับหน้าแรกแสดงให้คุณเห็นราคาที่คุณอาจต้องเสนอเพื่อให้โฆษณาของคุณปรากฏในหน้าแรกของผลการค้นหา Google

การใช้การปรับราคาเสนอในการเข้าถึงลูกค้าที่เหมาะสม

สามารถตั้งค่าการปรับราคาเสนอที่เพิ่มหรือลดราคาเสนอ CPC สูงสุดสำหรับการค้นหาบนอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือในสถานที่ตั้งเฉพาะ หากแคมเปญกำหนดเป้าหมายไปยังเครือข่ายดิสเพลย์ คุณยังสามารถตั้งค่าการปรับราคาเสนอสำหรับวิธีการกำหนดเป้าหมายในกลุ่มโฆษณาของคุณ เช่น หัวข้อหรือตำแหน่ง เพื่อช่วยให้โฆษณาแสดงต่อผู้ชมที่เกี่ยวข้องมากที่สุด การปรับราคาเสนอทำให้คุณสามารถควบคุมตำแหน่งและเวลาในการแสดงโฆษณาได้มากขึ้น และจะนำไปใช้กับราคาเสนอที่มีอยู่

การเสนอราคา CPC สูงสุดส่งผลกับลำดับโฆษณาอย่างไร

ลำดับโฆษณาจะช่วยตัดสินอันดับเฉลี่ยของโฆษณาของคุณ ท่ามกลางโฆษณาอื่นๆ บนหน้าผลการค้นหาในเครือข่ายการค้นหา หากคุณแสดงโฆษณาในเครือข่ายดิสเพลย์ ลำดับโฆษณาก็มีบทบาทสำคัญในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากลำดับโฆษณาของคุณเป็นคะแนนที่พิจารณาตามราคาเสนอ CPC สูงสุดและคุณภาพโฆษณาของคุณโดยเปรียบเทียบกับโฆษณาของผู้ลงโฆษณารายอื่นๆ การเพิ่ม CPC สูงสุดจึงอาจเพิ่มโอกาสที่โฆษณาของคุณจะปรากฏ

รูปแบบการเสนอราคา CPC สูงสุด

คุณสามารถใช้การเสนอราคา CPC สูงสุดของคุณได้หลายวิธี สมมติว่าคุณมีร้านเบเกอรี่และได้ตั้งกลุ่มโฆษณาสำหรับอาหารเช้าโดยมีคำหลัก เช่น โดนัท พายไก่ และขนมปังปิ้ง ต่อไปนี้เป็นวิธีที่คุณอาจใช้ตั้งราคาเสนอ

  • หากคุณต้องการให้คำหลักทั้งหมดในกลุ่มโฆษณามีราคาเสนอเดียวกัน: ตั้งค่าราคาเสนอเริ่มต้นของกลุ่มโฆษณา หากคุณเลือก CPC เท่ากับ 30 บาท จำนวนเงินนั้นก็คือ CPC สูงสุดของคุณเมื่อมีผู้ค้นหาคำหลักใดๆ ของคุณ เช่น โดนัท พายไก่ หรือขนมปังปิ้ง ราคาเสนอเดียวกันนี้จะถูกนำไปใช้กับตำแหน่ง หากคุณลงโฆษณาในเครือข่ายดิสเพลย์ นี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการ CPC ของคุณ
  • หากคุณต้องการให้คำหลักในกลุ่มโฆษณามีราคาเสนอต่างกัน: ตั้งราคาเสนอระดับคำหลัก ตัวอย่างเช่น หากคุณทราบว่าผู้ที่ค้นหาคำว่าขนมปังปิ้งมีแนวโน้มที่จะซื้อมากกว่าผู้ที่ค้นหาคำว่าโดนัท คุณอาจตั้งราคาเสนอ 37 บาทสำหรับการคลิกขนมปังปิ้งแต่ละครั้ง และ 30 บาทสำหรับการคลิกโดนัทแต่ละครั้ง
  • หากคุณต้องการให้วิธีการกำหนดเป้าหมายบนเครือข่ายดิสเพลย์มีราคาเสนอที่แตกต่างกัน: คุณสามารถตั้งค่า CPC สูงสุดสำหรับตำแหน่ง หัวข้อ หรือวิธีการกำหนดเป้าหมายอื่นๆ ตัวอย่างเช่น คุณอาจพยายามช่วยให้โฆษณาแสดงในเว็บไซต์สูตรโดนัทโดยการตั้งค่าราคาเสนอที่กำหนดเองสำหรับตำแหน่งที่ต้องการนั้นในเครือข่ายดิสเพลย์

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

ข้อมูลจาก Google

การใช้หน้าภาพรวม

0

วิธีการทำงาน

หน้าภาพรวมจะแสดงการ์ดต่างๆ ที่มีข้อมูลประสิทธิภาพที่โดดเด่นและข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ ที่มีประโยชน์ซึ่ง Google เป็นผู้ดูแลจัดการให้คุณ การ์ดแต่ละใบได้รับการออกแบบมาเพื่อเผยให้เห็นประสิทธิภาพของบัญชีโดยสรุป เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเพิ่มประเภทการ์ดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโปรดตรวจสอบหน้าภาพรวมอยู่เสมอเพื่อรับทราบข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

ก่อนที่คุณจะเริ่ม

ในการดูหน้าภาพรวม คุณจะต้องได้รับเชิญให้เข้าถึงประสบการณ์การใช้งานแบบใหม่ของ AdWords เมื่อคุณมีสิทธิ์เข้าถึงแล้ว คุณจะเห็นหน้าภาพรวมทุกครั้งที่ลงชื่อเข้าใช้บัญชี

วิธีการ

Google จะเลือกการ์ดที่แสดงในหน้าภาพรวมโดยดูจากการตั้งค่าแคมเปญและประสิทธิภาพบัญชี แม้ว่าคุณจะไม่สามารถเปลี่ยนประเภทการ์ดที่ปรากฏ แต่คุณก็สามารถปรับแต่งสิ่งที่การ์ดแต่ละใบจะแสดงได้

วิธีการเปลี่ยนช่วงวันที่

คลิกช่วงวันที่ตรงมุมบนขวาของหน้า ช่วงวันที่จะอัปเดตสำหรับการ์ดทั้งหมดพร้อมกัน และคุณยังสามารถเปรียบเทียบช่วงเวลา 2 ช่วงได้ด้วย

วิธีการเปลี่ยนประเภทเมตริกที่แสดง

คลิกลูกศรถัดจากชื่อเมตริกที่คุณต้องการเปลี่ยน แล้วเลือกที่เมตริกที่ต้องการ

เช่น การ์ด “วันและชั่วโมง” จะแสดงข้อมูลคลิกโดยค่าเริ่มต้น แต่หากการแสดงผลสำคัญกับคุณมากกว่า คลิกลูกศรชี้ลงถัดจาก “จำนวนคลิก” และเปลี่ยนตัวเลือกเป็น “การแสดงผล”

การเปลี่ยนเมตริกบนการ์ดหนึ่งจะไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงเมตริกที่ใช้บนการ์ดอื่นๆ

วิธีการเปลี่ยนขอบเขตของหน้าเว็บ

การ์ดบนหน้าเว็บและข้อมูลของการ์ดจะเปลี่ยนแปลงไปตามระดับของบัญชีที่คุณกำลังดูอยู่ เมื่อคุณลงชื่อเข้าใช้บัญชี หน้าภาพรวมจะแสดงข้อมูลระดับบัญชี หากคุณคลิกเข้าไปในแคมเปญหรือกลุ่มโฆษณา คุณจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับรายการเหล่านั้นแทน

การไปยังหน้าภาพรวมของแคมเปญหรือกลุ่มโฆษณาที่ต้องการทำได้ 2 วิธี ดังนี้

  1. ในการ์ด “แคมเปญ” ในหน้าภาพรวมระดับบัญชี คลิกชื่อของแคมเปญที่คุณต้องการดูข้อมูล หรือ จากหน้าภาพรวมระดับแคมเปญ คลิกชื่อกลุ่มโฆษณาภายในการ์ด “กลุ่มโฆษณา” ที่คุณต้องการดูข้อมูล
  2. ในแผงการนำทางด้านซ้ายสุด ให้คลิกชื่อแคมเปญที่ต้องการ แล้วคลิกภาพรวมในเมนูหน้าเว็บเพื่อดูหน้าภาพรวมของแคมเปญดังกล่าว

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

ข้อมูลจาก Google

เพิ่มการมีส่วนร่วมในแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

0

1. ตั้งค่าลิงก์ในรายละเอียด

  • ตั้งค่าลิงก์ในรายละเอียดที่จะพาผู้ใช้ตรงไปยังส่วนของแอปที่คุณต้องการ

เหตุผล: ตั้งค่าลิงก์ในรายละเอียดที่จะพาผู้ใช้ตรงไปยังส่วนของแอปที่พวกเขาจะดำเนินการได้โดยง่าย การทำงานนี้จะลดอุปสรรคและเพิ่มการมีส่วนร่วม

เริ่มต้น: ใช้ลิงก์ในรายละเอียดมาตรฐานสำหรับ Android และ iOS เพื่อทำให้แอปของคุณใช้ร่วมกันได้กับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Google

2. ติดตามการมีส่วนร่วมในแอปหลังการติดตั้ง

  • ติดตามสิ่งที่ผู้ใช้ทำในแอปของคุณหลังจากติดตั้งแอป

เหตุผล: ติดตามสิ่งที่ผู้ใช้ทำในแอปของคุณหลังจากติดตั้งแอป ข้อมูลนี้จะบอกถึงการแบ่งกลุ่มผู้ใช้และการเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญ

เริ่มต้น: ใช้ Firebase เพื่อติดตาม Conversion ในแอปสำหรับแอป

3. กระตุ้นการมีส่วนร่วมในแอปด้วยการรับส่งข้อความ

  • นำเสนอเหตุผลที่น่าสนใจเพื่อให้ผู้ใช้กลับมามีส่วนร่วมกับแอปของคุณอีกครั้ง

เหตุผล: นำเสนอเหตุผลที่น่าสนใจเพื่อให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมกับแอปของคุณ การทำเช่นนี้จะปรับเปลี่ยนโฆษณาในแบบของคุณและปรับปรุงประสิทธิภาพ

4. กระตุ้นการมีส่วนร่วมในแอปโดยใช้เครือข่ายดิสเพลย์และเครือข่ายการค้นหา

  • สร้างแคมเปญการมีส่วนร่วมในแอปบนเครือข่ายดิสเพลย์ (Android และ iOS)

เหตุผล: มีส่วนร่วมกับผู้ใช้เฉพาะกลุ่มในระดับเดียวกับที่พวกเขาใช้แอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่อื่นๆ ทั่วทั้งเครือข่ายดิสเพลย์ของ Google

  • สร้างแคมเปญการมีส่วนร่วมในแอปบนเครือข่ายการค้นหา (Android เท่านั้น)

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

ข้อมูลจาก Google

ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

0

การทำการตลาดออนไลน์ด้วย AdWords ช่วยนำผู้ชมมาที่เว็บไซต์ แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คุณต้องออกแบบเว็บไซต์เพื่อกระตุ้นให้คนเหล่านั้นทำธุรกิจกับคุณด้วย เว็บไซต์ที่นำทางได้ง่ายเป็นสิ่งสำคัญถ้าคุณต้องการเปลี่ยนผู้มีโอกาสเป็นลูกค้ามาเป็นลูกค้าตัวจริง เคล็ดลับบางส่วนในการสร้างเว็บไซต์ประสิทธิภาพสูง ได้แก่

การออกแบบเว็บไซต์ของคุณ

ใส่ข้อมูลที่สำคัญที่ด้านบนของหน้า

ช่วยให้ผู้เข้าชมไซต์พบเนื้อหาที่สำคัญที่สุดได้อย่างง่ายดาย ดูให้แน่ใจว่าพวกเขาจะเห็นข้อมูลนี้ทันทีที่มาถึงหน้าเว็บและไม่ต้องเลื่อนลงเพื่อดูข้อมูล

พิจารณาวิธีแสดงภาพและวิดีโอในเว็บไซต์ของคุณ

สื่อที่สะดุดตาอย่างเช่น รูปภาพ วิดีโอ หรือกราฟิกสามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้า และเป็นวิธีที่จะทำให้พวกเขามีส่วนร่วมกันธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่าใส่มากเกินไป สื่อจำนวนมากเกินไปอาจทำให้ไซต์โหลดช้า คุณคงไม่อยากให้ลูกค้าออกจากเว็บไซต์ก่อนที่จะเห็นข้อมูลที่สำคัญที่สุด

คำนึงถึงหน้าจอขนาดเล็ก

เว็บไซต์ไม่ได้อยู่บนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปอย่างเดียวอีกต่อไป ลูกค้าของคุณใช้อุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตตลอดทั้งวัน ยิ่งหน้าจอเล็กลง ผู้เข้าชมก็ยิ่งหาสิ่งที่ต้องการได้ยากขึ้น การสร้างเว็บไซต์ที่ปรับตามอุปกรณ์ของผู้ใช้โดยอัตโนมัติเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ผู้เข้าชมไซต์พบสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าพวกเขาจะใช้อุปกรณ์ใดอยู่ก็ตาม

ดูคะแนนในด้านความเหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่และความเร็วของเว็บไซต์ของคุณ รวมถึงดูวิธีปรับปรุงให้ดีขึ้น ทดสอบเว็บไซต์ของคุณ

ทำให้นำทางง่าย

สร้างเว็บไซต์ที่ดูสะอาดตาและเรียบง่ายโดย

  • จำกัดจำนวนลิงก์นำทาง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ป๊อปอัปหรือคุณลักษณะอื่นๆ ที่ขัดขวางการนำทางบนไซต์ของคุณ
  • ตรวจสอบว่าไซต์โหลดรวดเร็วเพื่อที่ผู้เข้าชมจะได้ไม่กด “ย้อนกลับ” ก่อนที่จะไปถึงไซต์ด้วยซ้ำ

การเขียนโฆษณา

ใช้ส่วนหัวที่ชัดเจนและสะดุดตา

ส่วนหัวที่โดดเด่นบนเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้ารู้ทันทีว่ามาถูกที่แล้ว ซึ่งจะทำให้พวกเขาอยู่บนไซต์ของคุณนานขึ้น และในที่สุดก็จะดำเนินการที่มีคุณค่าต่อคุณ

แสดงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากผลิตภัณฑ์และบริการของคุณอย่างชัดเจน

เมื่อลูกค้ามาที่ไซต์ คุณควรทำให้พวกเขารู้ทันทีว่าเหตุใดจึงควรอยู่ต่อ ดูให้แน่ใจว่าลูกค้าจะเห็นผลประโยชน์เหล่านั้นเมื่อมองผ่านๆ และสามารถอ่านได้ง่าย การใช้เครื่องหมายแสดงหัวข้อก็เป็นความคิดที่ดี

ใส่ลิงก์ด่วนไปยังข้อมูลเพิ่มเติม

ทำให้ลูกค้าหาลิงก์ไปยังข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาที่พวกเขาอาจต้องการได้ง่าย เช่น ลิงก์ “เรียนรู้เพิ่มเติม” ที่เห็นชัดเจน

ใส่คำกระตุ้นการตัดสินใจที่ชัดเจน

เมื่อคุณชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการให้ผู้เข้าชมทำบนไซต์ พวกเขาจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากที่จะดำเนินการตามนั้น และนำมาซึ่งธุรกิจที่คุณต้องการ

การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

สร้างความไว้วางใจกับลูกค้า

การทำให้ผู้คนติดต่อคุณได้ง่ายเป็นวิธีที่ดีในการสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความโปร่งใสกับผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า คุณควรแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจอย่างเปิดเผยและระบุอย่างชัดเจนว่าธุรกิจของคุณทำอะไร และหากคุณขอข้อมูลส่วนบุคคลจากลูกค้า คุณต้องบอกให้ชัดเจนว่าขอไปทำไมและจะนำไปใช้ทำอะไร

เพิ่มความมั่นใจที่ลูกค้ามีต่อธุรกิจของคุณ

คุณสามารถสร้างความไว้วางใจกับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นโดยการใส่คำรับรองของลูกค้าหรือการยืนยันของบุคคลที่สามเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ และหากคุณแสดงโฆษณาบนเว็บไซต์ของตัวเอง ดูให้แน่ใจว่าโฆษณาและลิงก์ผู้สนับสนุนแยกจากเนื้อหาไซต์ทั้งหมดอย่างชัดเจน

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

ข้อมูลจาก Google

ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการเสนอราคา

0

AdWords ให้คุณเสนอราคาสำหรับโฆษณาได้หลายวิธี ซึ่งขึ้นอยู่กับสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณและธุรกิจของคุณ ผู้ลงโฆษณาส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่จำนวนคลิก การแสดงผล Conversion หรือการดู (สำหรับโฆษณาวิดีโอ)

เมื่อคุณได้ตัดสินใจที่จะโฆษณากับ AdWords คุณอาจมีเป้าหมายในใจสำหรับโฆษณาของคุณชัดเจนอยู่แล้ว เช่น หากคุณขายกาแฟ ก็อาจจะอยากให้มีคนมาเยี่ยมชมร้านมากขึ้น หากคุณมีชมรมเดินป่า ก็อาจจะตั้งเป้าให้มีคนมาสมัครรับจดหมายข่าวของคุณมากขึ้น

มุ่งเน้นที่จำนวนคลิก (สำหรับโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหาและดิสเพลย์)

หากเป้าหมายหลักของคุณคือมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ ก็ควรจะเริ่มจากเน้นจำนวนคลิก เลือกการเสนอราคาแบบราคาต่อหนึ่งคลิก (CPC) เพื่อจ่ายเฉพาะเวลาที่มีผู้คลิกที่โฆษณาและมายังไซต์ของคุณ

ในการเสนอราคา CPC คุณเลือกได้ระหว่าง

  • การเสนอราคาอัตโนมัตินี่คือวิธีเสนอราคาที่ง่ายที่สุด ตั้งงบประมาณรายวัน จากนั้นปล่อยให้ AdWords ปรับการเสนอราคา CPC ของคุณให้คุณได้รับจำนวนคลิกมากที่สุดภายในงบประมาณดังกล่าว
  • การเสนอราคาด้วยตนเองควบคุมราคาเสนอ CPC ของคุณอย่างเต็มที่ การเสนอราคาด้วยตนเองให้โอกาสคุณตั้งราคาที่ต้องการเสนอในระดับกลุ่มโฆษณา หรือสำหรับคำหลักแต่ละคำ หรือตำแหน่งโฆษณาแต่ละตำแหน่ง จึงมั่นใจได้ว่า คุณกำลังเสนอราคาสำหรับสิ่งที่ต้องการจริงๆ และสำหรับคลิกที่มีความหมายกับคุณที่สุดเท่านั้น

มุ่งเน้นที่การแสดงผล

แทนที่จะจ่ายตามการคลิก คุณอาจเลือกจ่ายตามจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฏโดยได้แสดง หากแคมเปญของคุณกำหนดเป้าหมายเฉพาะเครือข่ายดิสเพลย์ วิธีนี้เรียกว่าการเสนอราคาแบบราคาต่อการแสดงผลพันครั้งที่ได้แสดง (vCPM) เนื่องจากคุณจะจ่ายสำหรับทุกๆ 1,000 ครั้งที่โฆษณาปรากฏและได้แสดง หากสิ่งที่คุณสนใจที่สุดคือการได้แสดงชื่อหรือโลโก้ของคุณต่อผู้คนจำนวนมาก

มุ่งเน้นที่ Conversion (สำหรับโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหา ดิสเพลย์ และโฆษณา Shopping)

ด้วยวิธีการเสนอราคาขั้นสูงนี้ คุณสามารถบอก AdWords ว่าคุณยินดีจะจ่ายเงินเท่าใดสำหรับแต่ละ Conversion หรือราคาต่อหนึ่งการกระทำ (CPA) Conversion (ซึ่งบางครั้งจะเรียกว่า การกระทำ) คือการกระทำใดๆ ที่คุณต้องการจะเห็นในเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งมักหมายถึงการขาย แต่อาจเป็นการลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลทางอีเมลหรือการดำเนินการอื่นๆ ก็ได้ คุณจ่ายสำหรับแต่ละคลิกที่ได้รับ ในขณะที่ AdWords จะตั้งราคาเสนอให้กับคุณโดยอัตโนมัติเพื่อให้คุณได้รับ Conversion มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ภายใต้ราคาเสนอต่อหนึ่งการกระทำที่คุณกำหนด

มุ่งเน้นที่การดู (สำหรับโฆษณาวิดีโอเท่านั้น)

หากเป้าหมายหลักของคุณคือการประเมินว่าผู้ดูมีส่วนร่วมกับเนื้อหาวิดีโอของคุณมากน้อยเพียงใด พวกเขาเลือกดูวิดีโอของคุณที่ใด และเลิกดูเนื้อหาของคุณเมื่อใด คุณจะใช้การเสนอราคาแบบราคาต่อการดู (CPV) เมื่อใช้การเสนอราคา CPV คุณจะจ่ายสำหรับการดูวิดีโอและการโต้ตอบอื่นๆ กับวิดีโอ เช่น การคลิกที่โฆษณาซ้อนทับกระตุ้นการตัดสินใจ (CTA) การ์ด และแบนเนอร์ที่แสดงร่วมกัน

ในการตั้งค่าราคาเสนอ CPV คุณจะป้อนราคาสูงสุดที่คุณต้องการจ่ายให้กับการดู 1 ครั้งขณะตั้งค่าแคมเปญวิดีโอ TrueView ราคาเสนอนี้เรียกว่าราคาเสนอ CPV สูงสุดของคุณ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “CPV สูงสุด” ราคาเสนอนี้ใช้กับระดับแคมเปญ แต่คุณก็สามารถตั้งราคาเสนอ CPV เพื่อใช้กับรูปแบบโฆษณาได้เช่นกัน

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

ข้อมูลจาก Google

ปลดล็อกในการช็อปปิ้งช่วงเทศกาลวันหยุด

0

1. เตรียมแคมเปญให้พร้อมสำหรับช่วงวันหยุด

  • วางแผนล่วงหน้า

เหตุผล: เริ่มต้นตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการวางแผนที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในช่วงเทศกาลวันหยุด

  • สร้างหน้าร้านดิจิทัลของคุณ

เหตุผล: แสดงผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมต่อผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าจะมีการค้นหาเพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุด

เริ่มต้น: ใช้โฆษณา Showcase Shopping เพื่อไฮไลต์แบรนด์และผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ช่วงต้นของเส้นทางการซื้อ

  • ดึงดูดผู้ซื้อช่วงเทศกาลจำนวนมากขึ้น

เหตุผล: เพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญเพื่อเข้าถึงและดึงดูดลูกค้าตลอดเส้นทางการจับจ่ายช่วงเทศกาล

2. เพิ่มประสิทธิภาพเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเทศกาลไปด้วยดี

  • ตั้งงบประมาณให้มากพอ

เหตุผล: เตรียมพร้อมดึงดูดความต้องการที่มีมากตลอดช่วงวันหยุด หรือแม้แต่ในช่วงหลังเทศกาล

  • ใช้ศักยภาพการแข่งขันให้เต็มที่

เหตุผล: แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของคุณแตกต่างจากผู้ค้าปลีกรายอื่นๆ เพื่อดึงดูดผู้ซื้อในช่วงเทศกาลให้ได้มากขึ้น

เริ่มต้น: ดูอัตราการแสดงผลพร้อมกันและส่วนแบ่งที่มีอันดับสูงกว่าจากรายงานข้อมูลเชิงลึกด้านการประมูลเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของคุณกับของคู่แข่ง

  • ปรากฏตัวต่อหน้าผู้ซื้อในทุกที่

เหตุผล: แสดงตัวต่อหน้าผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใด

  • วัดความสำเร็จของคุณ

เหตุผล: ประเมินเมตริกเพื่อดูว่าคุณจะเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญให้บรรลุและทำได้ดีเกินกว่า KPI ได้อย่างไร

เริ่มต้น: ตั้งรายงานประสิทธิภาพให้เป็นอัตโนมัติเพื่อตรวจสอบเมตริกหลักของคุณ

3. ประเมินประสิทธิภาพในช่วงวันหยุด

  • วิเคราะห์ตัวเลข

เหตุผล: พิจารณาประสิทธิภาพก่อนหน้าเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกและเทรนด์ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด

  • รวบรวมไอเดียสำหรับการเติบโตในช่วงเทศกาล

เหตุผล: ระบุไอเดียการปรับปรุงและโอกาสในการเติบโตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้นในปีถัดไป

  • วางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเทศกาลวันหยุดครั้งต่อไป

เหตุผล: กำหนดแผนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยอิงตามผลลัพธ์ในช่วงเทศกาลครั้งก่อนหน้าและสิ่งที่ได้เรียนรู้ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะประสบความสำเร็จในช่วงเทศกาลวันหยุดครั้งถัดไปมากยิ่งขึ้น

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

ข้อมูลจาก Facebook

Follow us

19,112แฟนคลับชอบ
2,050ผู้ติดตามติดตาม
14,700สมาชิกติดตาม @AjLink

Latest news

error: Content is protected !!