fbpx

เพิ่มส่วนขยายจะช่วยให้โฆษณามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

0

ส่วนขยายเป็นส่วนเสริมที่เพิ่มได้ฟรี ซึ่งจะช่วยให้โฆษณาของคุณสร้างผลกระทบได้มากขึ้น

ผู้ลงโฆษณาส่วนใหญ่ใช้ส่วนขยาย และส่วนขยายก็เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างโฆษณาในเครือข่ายการค้นหา แล้วจริงๆ แล้วส่วนขยายคืออะไรล่ะ หากคุณเคยค้นหาใน Google แล้วเห็นโฆษณาที่มีปุ่มโทร ลิงก์เพิ่มเติม ที่อยู่ หรือข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ สิ่งที่คุณเห็นนั้นเรียกรวมว่าส่วนขยาย

ส่วนขยายช่วยให้โฆษณาของคุณให้ข้อมูลได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ใช้จึงมีโอกาสดำเนินการจากโฆษณาโดยตรงมากขึ้น

มาดูส่วนขยาย 3 รายการที่แนะนำให้ทุกคนใช้กัน

  • ส่วนขยายไซต์ลิงก์ นำผู้ใช้ไปยังหน้าเว็บที่เฉพาะเจาะจงในเว็บไซต์ เช่น เวลาทำการของร้านค้า ผลิตภัณฑ์เฉพาะ และอื่นๆ เมื่อผู้ใช้คลิกหรือแตะลิงก์ ระบบจะนำผู้ใช้ไปยังสิ่งที่ต้องการทราบหรือต้องการซื้อทันที เช่น ถ้าคุณทำธุรกิจร้านจักรยาน คุณจะแสดงลิงก์ “จักรยานเมือง” และกำหนด URL ของไซต์ลิงก์ดังกล่าวเป็นหน้าเว็บที่แสดงจักรยานเมือง เพื่อเพิ่มโอกาสที่ไซต์ลิงก์จะได้แสดงพร้อมกับโฆษณา ให้เพิ่มไซต์ลิงก์อย่างน้อย 4 รายการ (เช่น เวลาทำการ จักรยานเมือง จักรยานไฟฟ้า ติดต่อเรา)
  • ไฮไลต์ ไฮไลต์จะช่วยให้คุณมีพื้นที่เพิ่มเติมในการเพิ่มข้อความ เมื่อลูกค้าเห็นโฆษณาพร้อมด้วยไฮไลต์ ลูกค้าจะเห็นโฆษณาที่มีพื้นที่เพิ่มขึ้นไว้สำหรับแสดงข้อมูลโดยละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และบริการของคุณ เพื่อเพิ่มโอกาสที่ไฮไลต์จะได้แสดงพร้อมกับโฆษณา ให้เพิ่มไฮไลต์อย่างน้อย 4 รายการ (เช่น จัดส่งฟรี สินค้าใหม่พร้อมจำหน่าย ขนาดใหญ่พิเศษ ส่วนลดสำหรับลูกค้าใหม่)

  • ข้อมูลเพิ่มเติม ดึงดูดผู้ใช้ด้วยการไฮไลต์แง่มุมเฉพาะเจาะจงของผลิตภัณฑ์และบริการของคุณในโฆษณา ข้อมูลเพิ่มเติมจะแสดงอยู่ด้านล่างข้อความโฆษณาในรูปแบบของส่วนหัวและรายการ (เช่น “จุดหมาย: ฮาวาย คอสตาริกา แอฟริกาใต้”)

นอกจากส่วนขยายทั้ง 3 รายการข้างต้นแล้ว AdWords ยังนำเสนอส่วนขยายอื่นๆ เช่น ส่วนขยายสถานที่ตั้ง (เพื่อโปรโมตธุรกิจท้องถิ่น) ส่วนขยายโปรโมชัน (สำหรับการลดราคาในช่วงวันหยุด) และส่วนขยายการโทรหรือข้อความ (เพื่อรับสายโทรเข้าหรือข้อความจากผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า)

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

ข้อมูลจาก Google

กลยุทธ์การเสนอราคาตามเป้าหมาย

0

AdWords มีกลยุทธ์การเสนอราคามากมายที่เหมาะสมกับแคมเปญแต่ละประเภท คุณเลือกได้ว่ากลยุทธ์ใดเหมาะกับคุณมากที่สุดโดยพิจารณาจากเครือข่ายที่แคมเปญกำหนดเป้าหมายอยู่ และดูว่าคุณต้องการให้ความสำคัญกับการได้รับคลิก การแสดงผล Conversion หรือการดู ในบทความนี้ เราจะอธิบายวิธีใช้เป้าหมายการโฆษณาในการเลือกกลยุทธ์การเสนอราคา

พิจารณาเป้าหมายของคุณ

กลยุทธ์การเสนอราคาแต่ละแบบเหมาะสมกับประเภทของแคมเปญและเป้าหมายการโฆษณาที่แตกต่างกันออกไป ในการเสนอราคา คุณจะต้องพิจารณาเป้าหมายพื้นฐาน 4 ประเภท ควบคู่กับการตั้งค่าแคมเปญปัจจุบัน

  • หากต้องการให้ลูกค้าดำเนินการโดยตรงในเว็บไซต์ และคุณใช้เครื่องมือวัด Conversion อยู่ คุณควรมุ่งเน้นไปที่ Conversion ซึ่งทำได้ด้วยการใช้ AdWords Smart Bidding
  • หากต้องการสร้างการเข้าชมมายังเว็บไซต์ การมุ่งเน้นไปที่จำนวนคลิกอาจเหมาะกับคุณ และการเสนอราคาต่อหนึ่งคลิก (CPC) อาจเหมาะกับแคมเปญของคุณ
  • หากต้องการเพิ่มการรับรู้ถึงแบรนด์โดยไม่ต้องการดึงดูดการเข้าชมมายังเว็บไซต์ กลยุทธ์ที่เหมาะกับคุณคือเน้นที่การแสดงผล คุณสามารถใช้การเสนอราคาต่อการแสดงผลที่ได้แสดงพันครั้ง (vCPM) เพื่อสื่อข้อความของคุณต่อลูกค้า และใช้กลยุทธ์ “ตำแหน่งในหน้าการค้นหาเป้าหมาย” หรือ “ส่วนแบ่งที่ชนะเป้าหมาย” เพื่อเพิ่มการแสดงผลให้ได้สูงสุดได้อีกด้วย
  • หากใช้โฆษณาวิดีโออยู่และต้องการเพิ่มจำนวนการดูหรือการโต้ตอบกับโฆษณา คุณจะใช้การเสนอราคาแบบราคาต่อการดู (CPV) หรือ CPM หรือราคาต่อการแสดงผลพันครั้ง (CPM) ก็ได้
  • หากใช้โฆษณาวิดีโออยู่และเป้าหมายคือเพิ่มการพิจารณาผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ คุณใช้ราคาต่อการดู (CPV) ได้

เน้นที่ Conversion ด้วย Smart Bidding

หากคุณต้องการมุ่งเน้นที่ Conversion ให้พิจารณาใช้ AdWords Smart Bidding เพื่อช่วยลดภาระและการคาดเดาระหว่างขั้นตอนการตั้งราคาเสนอ Smart Bidding คือชุดกลยุทธ์การเสนอราคาอัตโนมัติที่ใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Conversion หรือมูลค่า Conversion ในการประมูลแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่เรียกว่า “การเสนอราคาตามเวลาจริงในการประมูล” นอกจากนี้ยังพิจารณาสัญญาณต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามเวลาจริงในการประมูล เช่น อุปกรณ์ สถานที่ตั้ง ช่วงเวลาของวัน ภาษา และระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ทราบถึงบริบทเฉพาะของการค้นหาแต่ละครั้ง

กลยุทธ์ Smart Bidding 4 รายการที่คุณสามารถใช้ได้

  • CPA (ราคาต่อหนึ่งการกระทำ) เป้าหมาย: หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ Conversion คุณสามารถใช้ CPA เป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่ม Conversion ไปพร้อมกับการกำหนดเป้าหมายราคาต่อหนึ่งการกระทำ (CPA) ที่ต้องการได้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสนอราคา CPA เป้าหมาย
  • ROAS (ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา) เป้าหมาย: หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพมูลค่า Conversion คุณสามารถใช้ ROAS เป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มมูลค่า Conversion ไปพร้อมกับการกำหนดเป้าหมายผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) ที่ต้องการได้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสนอราคา ROAS เป้าหมาย
  • เพิ่มจำนวน Conversion สูงสุด: หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ Conversion แต่ต้องการใช้งบประมาณทั้งหมดแทนที่จะกำหนดเป้าหมาย CPA ที่เฉพาะเจาะจง คุณสามารถใช้การเพิ่มจำนวน Conversion สูงสุด เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสนอราคาแบบเพิ่มจำนวน Conversion สูงสุด
  • ราคาต่อหนึ่งคลิกที่ปรับปรุงแล้ว (ECPC): หากต้องการปรับราคาเสนอที่กำหนดเองโดยอัตโนมัติเพื่อพยายามเพิ่ม Conversion ให้ได้สูงสุด คุณสามารถใช้ ECPC ได้ โดยนี่เป็นคุณลักษณะที่ไม่บังคับซึ่งคุณสามารถใช้ร่วมกับการเสนอราคา CPC ด้วยตนเองได้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ECPC

เน้นที่จำนวนคลิกด้วยการเสนอราคา CPC

หากคุณกำลังมุ่งเน้นที่การได้รับคลิกเพื่อสร้างการเข้าชมมายังเว็บไซต์ เรามีกลยุทธ์การเสนอราคาต่อหนึ่งคลิก 2 แบบที่คุณควรพิจารณา ได้แก่

  • เพิ่มจำนวนคลิกสูงสุด: นี่คือกลยุทธ์การเสนอราคาอัตโนมัติแบบหนึ่ง โดยเป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุดในการเสนอราคาที่มุ่งเน้นจำนวนคลิก เพียงแค่ตั้งงบประมาณรายวัน แล้วระบบ AdWords จะจัดการราคาเสนอของคุณโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้รับคลิกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ภายในงบประมาณดังกล่าว เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสนอราคาแบบเพิ่มจำนวนคลิกสูงสุด
  • การเสนอราคา CPC ด้วยตนเอง: กลยุทธ์นี้ช่วยให้คุณจัดการราคาเสนอ CPC สูงสุดได้ด้วยตัวเอง คุณสามารถตั้งค่าราคาเสนอที่แตกต่างกันให้กับกลุ่มโฆษณาแต่ละกลุ่มในแคมเปญ หรือให้กับคีย์เวิร์ดหรือตำแหน่งแต่ละรายการ หากคุณพบว่าคีย์เวิร์ดบางคำหรือตำแหน่งบางตำแหน่งสามารถสร้างกำไรได้มากเป็นพิเศษ คุณสามารถใช้การเสนอราคาด้วยตนเองเพื่อจัดสรรงบประมาณโฆษณาให้คีย์เวิร์ดหรือตำแหน่งเหล่านั้นมากขึ้นได้

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

ข้อมูลจาก Google

CPC ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว (ECPC)

0

ราคาต่อหนึ่งคลิกที่ปรับปรุงแล้ว (ECPC) จะช่วยให้คุณได้รับ Conversion มากขึ้นจากการเสนอราคาด้วยตนเอง ECPC ทำงานด้วยการปรับราคาเสนอที่คุณกำหนดเองโดยอัตโนมัติสำหรับคลิกที่มีแนวโน้มสูงหรือต่ำว่าจะทำให้เกิดการขายหรือ Conversion ในเว็บไซต์ ซึ่งต่างจาก CPA เป้าหมายที่จะกำหนดราคาเสนอโดยอัตโนมัติ โดยพิจารณาจากราคาต่อหนึ่ง Conversion เพราะ ECPC จะถูกราคาเสนอ CPC สูงสุดจำกัดเมื่อเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับ Conversion

สำหรับแคมเปญในเครือข่ายการค้นหาและดิสเพลย์ ECPC จะช่วยเพิ่มจำนวน Conversion ในขณะเดียวกันก็จะพยายามรักษาราคาต่อหนึ่ง Conversion ให้เท่ากับที่คุณได้รับจากการเสนอราคาด้วยตนเอง สำหรับแคมเปญ Shopping ECPC จะช่วยเพิ่มจำนวน Conversion ขณะยังคงรักษาการใช้จ่ายโดยรวมให้เท่าเดิม

วิธีการทำงาน

ECPC จะหาการประมูลเพื่อแสดงโฆษณาที่มีแนวโน้มสูงสุดว่าจะนำไปสู่ Conversion จากนั้นจะเพิ่มราคาเสนอ CPC สูงสุด (หลังจากใช้การปรับราคาเสนอที่คุณตั้งไว้) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้ได้คลิกนั้น ถ้าคลิกดูไม่น่าจะทำให้เกิด Conversion AdWords จะลดราคาเสนอของคุณ ECPC จะพยายามรักษา CPC เฉลี่ยให้ต่ำกว่า CPC สูงสุดที่คุณกำหนดไว้ (รวมการปรับราคาเสนอแล้ว) แต่ก็อาจจะสูงกว่า CPC สูงสุดบ้างเป็นระยะเวลาสั้นๆ

ตัวอย่าง

สมมติว่าคุณขายรองเท้าในไซต์ โดยตั้ง CPC สูงสุดไว้ที่ 30 บาท พร้อมทั้งเปิดใช้การเสนอราคา ECPC ถ้าระบบ AdWords พบการประมูลที่น่าจะนำคนมาซื้อรองเท้าในไซต์ ก็อาจตั้งราคาเสนอเป็น 51 บาทในการประมูลครั้งนั้น ถ้า ECPC เห็นการประมูลอีกรายการหนึ่งที่ไม่น่าจะทำให้ขายได้ ก็อาจลดราคาเสนอเหลือ 9 บาทในการประมูลนั้น

ECPC คือรูปแบบหนึ่งของ AdWords Smart Bidding ที่ใช้สัญญาณตามเวลาในการประมูลจำนวนมาก เช่น ข้อมูลประชากร เบราว์เซอร์ สถานที่ตั้ง และช่วงเวลาของวัน เพื่อปรับราคาเสนอให้เข้ากับบริบทที่เฉพาะเจาะจงของคนหนึ่ง แต่ไม่ครอบคลุมถึงกลยุทธ์ Smart Bidding อื่นๆ เช่น CPA เป้าหมายและ ROAS เป้าหมาย

ECPC สำหรับโฆษณาแบบข้อความใช้ได้ในเครือข่ายการค้นหาและเครือข่ายดิสเพลย์ ยกเว้นในแคมเปญเพื่อการติดตั้งแอป สำหรับโฆษณา Shopping ตัวเลือก ECPC ใช้ได้เฉพาะบน Google Search เท่านั้น

ECPC สามารถใช้เป็นตัวเลือกเสริมร่วมกับการเสนอราคา CPC ด้วยตนเอง หรือใช้เป็นกลยุทธ์การเสนอราคาแบบพอร์ตโฟลิโอก็ได้

การปรับราคาเสนอกับ ECPC

ECPC จะพิจารณาอัตรา Conversion ต่างๆ ของการเข้าชมทุกประเภทโดยอัตโนมัติ แต่จะตั้งราคาเสนอสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่แยกกัน ซึ่งหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องตั้งค่าการปรับราคาเสนอเพื่อให้ ECPC เพิ่มจำนวน Conversion ให้ได้มากที่สุด (ยกเว้นอุปกรณ์เคลื่อนที่) แต่ถ้าคุณต้องการเสนอราคาในเชิงรุกมากขึ้นให้การเข้าชมบางประเภท คุณก็สามารถเลือกที่จะตั้งค่าการปรับราคาเสนอได้ การปรับนี้จะนำไปใช้เพิ่มเติมกับการปรับอัตโนมัติของ ECPC

การปรับราคาเสนอสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ยังช่วยในการรวม Conversion อื่นๆ ที่แท็กเครื่องมือวัด Conversion ของ AdWords ไม่ได้ติดตามเข้าไปด้วย (เช่น การเข้าชมร้านค้า) ECPC จะยังคงตั้งค่าการปรับราคาเสนอโดยอัตโนมัติให้การเข้าชมบนเดสก์ท็อปและแท็บเล็ตต่อไป โดยพิจารณาจากอัตรา Conversion ที่แตกต่างกัน

วิธีเปิดใช้ ECPC

โปรดทราบว่า ECPC จะทำงานกับแคมเปญ Shopping แตกต่างจากเมื่อทำงานกับแคมเปญในเครือข่ายการค้นหาและเครือข่ายดิสเพลย์เล็กน้อย

วิธีการ

เลือกประสบการณ์การใช้งาน AdWords ที่คุณใช้อยู่

  1. ลงชื่อเข้าใช้บัญชี AdWords
  2. จากแท็บแคมเปญ คลิกชื่อแคมเปญที่คุณต้องการ
  3. คลิกแท็บการตั้งค่า
  4. หาส่วน “กลยุทธ์การเสนอราคา” คลิกแก้ไข
  5. เลือกการเสนอราคา CPC ด้วยตนเองจากเมนูแบบเลื่อนลง และเลือกตัวเลือกเปิดใช้ CPC ที่ปรับปรุงแล้ว
    • เมื่อคุณเลือก ECPC AdWords จะตั้งค่าการหมุนเวียนโฆษณาของคุณเป็น “เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับ Conversion” โดยอัตโนมัติ แม้ว่าปัจจุบันจะตั้งค่าเป็น “เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับคลิก” ก็ตาม
  6. เลือกใช้
  7. หากต้องการสร้างกลยุทธ์การเสนอราคาแบบพอร์ตโฟลิโอสำหรับ ECPC

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

ข้อมูลจาก Google

Google เปิดตัว เครื่องมือวางแผน คีย์เวิร์ด ใหม่

0

สำหรับในปี 2018 ที่ผ่านมา Google ได้เปิดตัวเครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ดใหม่ในการเชื่อมต่อ Google Ads พร้อมกับปรับปรุงการนำทางและการกำหนดการใช้งานให้ง่ายยิ่งขึ้นตามความคิดเห็นที่ได้รับ

เครื่องมือเวอร์ชั่นใหม่นี้ จะช่วยให้ผู้ใช้วางแผนได้ ดังนี้

  • ดาวน์โหลดข้อมูลเทรนด์จากคีย์เวิร์ดในแต่ละคำ
  • ใช้คำสูงสุด 10 คำ ในแต่ละครั้ง
  • รับการจัดอันดับการแข่งขันแนวคิดคีย์เวิร์ดทุกแบบได้ละเอียดมากขึ้น
  • รับคำแนะนำด้านงบประมาณประจำวันในภาพรวมของแผน
  • ดูสถานะในบัญชีของคีย์เวิร์ดที่อัพโหลด
  • ดูการคาดคะเนของทุกภาษาที่ใช้

การออกแบบเครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ดใหม่นี้ จะช่วยให้การใช้งานของผู้ใช้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น และยังสามารถเลือกคีย์เวิร์ดที่ต้องการเพิ่มไปยังเครื่องมือวางแผนได้เหมือนเดิมอีกด้วย โดยการเลือกประเภทการทำงานของคีย์เวิร์ดแล้วเพิ่มลงในเครื่องมือการวางแผน

ภาพรวมของเครื่องมือการวางแผนจะแสดงรายงานที่ให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่าย ซึ่งผู้ใช้จะใช้และแชร์ได้ก่อนที่จะใช้คีย์เวิร์ดใหม่ในบัญชี ภาพรวมของเครื่องมือการวางแผนจะเปลี่ยนไปตามประเภทการทำงานของคีย์เวิร์ด สถานที่ตั้ง ภาษา และเครือข่ายการค้นหาที่ผู้ใช้ได้เลือกให้กับแผนนั้น

หากผู้ใช้ยังไม่ได้อัพเดทการใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ใหม่นี้ Google จะยกเลิกการใช้งานเครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ดแบบเดิมแล้วให้ผู้ใช้ได้ใช้เครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ดแบบใหม่ จะเริ่มใช้งานได้ในช่วงสัปดาห์นี้

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

การเสนอราคา CPC

0

ในการเสนอราคาแบบราคาต่อหนึ่งคลิก (CPC) ด้วยตนเอง คุณจะสามารถตั้งราคาสูงสุดที่จะถูกเรียกเก็บเมื่อมีคนคลิกโฆษณา AdWords ของคุณ คุณจะได้รับผลตอบแทนที่ดีจากวิธีการเสนอราคานี้ เพราะคุณจะจ่ายเฉพาะเวลาที่ผู้ดูสนใจโฆษณาของคุณมากพอที่จะคลิกและเรียนรู้เพิ่มเติม

ลองนึกถึงป้ายโฆษณาที่ผู้ลงโฆษณาจ่ายค่าพื้นที่ป้ายโฆษณาโดยอิงตัวเลขจำนวนคนที่อาจเห็นโฆษณาเมื่อขับรถผ่าน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะสังเกตเห็นโฆษณาจริงๆ หรือไม่ก็ตาม

โฆษณาทางอินเทอร์เน็ตแตกต่างออกไป เมื่อใช้การเสนอราคา CPC ของ AdWords คุณจะจ่ายค่า “พื้นที่ป้ายโฆษณาของ Google” ก็ต่อเมื่อคุณทราบว่าผู้ใช้ดูโฆษณาและมีแรงจูงใจมากพอที่จะคลิกเท่านั้น หากมีผู้ดูโฆษณาของคุณ 100 คน โดยมีคนคลิกเพียงแค่ 3 คน คุณจะจ่ายเพียง 3 คลิก โดยไม่ต้องจ่ายสำหรับการดูโฆษณาอีก 97 ครั้งนั้น

วิธีการทำงานของการเสนอราคา CPC

สำหรับแคมเปญการเสนอราคา CPC คุณเพียงตั้งราคาเสนอต่อหนึ่งคลิกสูงสุดหรือ “CPC สูงสุด” หรือก็คือจำนวนสูงสุดที่คุณยินดีจ่ายสำหรับการคลิกโฆษณาของคุณ (นอกเสียจากคุณจะตั้งค่าการปรับราคาเสนอ หรือใช้ CPC ที่ปรับปรุงแล้ว)

ตัวอย่าง

หากคุณคิดว่า ถ้ามีคนคนหนึ่งเข้าชมเว็บไซต์ของคุณก็คุ้มที่จะจ่าย 7.50 บาทแล้ว คุณก็สามารถตั้ง CPC สูงสุดเป็น 7.50 บาท คุณจะจ่ายไม่เกิน 7.50 บาทเมื่อมีคนอ่านและคลิกโฆษณาของคุณ แต่ไม่ต้องจ่ายอะไรเลยถ้าไม่มีคนคลิก

สมมติว่าคุณสร้างโฆษณาแบบข้อความและตั้งราคาเสนอ CPC สูงสุดเท่ากับ 1.5 บาท ถ้ามีคนเห็นโฆษณา 500 คน และคลิกเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม 23 คน คุณจะจ่ายเพียงแค่ 23 คลิกนั้น ราคาเสนอ CPC สูงสุดของคุณคือ 7.50 บาท ดังนั้น คุณจะจ่ายไม่เกิน 23 คลิก x 7.50 บาท หรือ 172.50 บาทนั่นเอง

บ่อยครั้งที่คุณจะจ่ายน้อยกว่า CPC สูงสุด เนื่องจากในการประมูลของ AdWords จำนวนเงินที่คุณจ่ายสูงสุดคือจำนวนเงินต่ำสุดที่จำเป็นในการรักษาอันดับเฉลี่ยและรูปแบบโฆษณาอื่นใดที่แสดงพร้อมกับโฆษณาของคุณ เช่น ไซต์ลิงก์ อ่านข้อมูลในส่วนด้านล่างเกี่ยวกับ CPC จริง เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนเงินสุดท้ายที่คุณจะถูกเรียกเก็บสำหรับหนึ่งคลิก

การเสนอราคาอัตโนมัติของ AdWords

การเสนอราคาอัตโนมัติของ AdWords ช่วยลดภาระและการคาดเดาระหว่างขั้นตอนการตั้งราคาเสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านประสิทธิภาพของคุณ การเสนอราคาที่มุ่งเน้น Conversion ใช้เทคโนโลยีที่อ้างอิงเวลาจริงในการประมูลเพื่อปรับปรุงราคาเสนอโดยพิจารณาจากการสืบค้นจริงที่เกิดขึ้นในการประมูลแต่ละครั้ง นอกจากนี้ยังพิจารณาสัญญาณต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามเวลาจริงในการประมูล เช่น อุปกรณ์ สถานที่ตั้ง ช่วงเวลาของวัน ภาษา และระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ทราบถึงบริบทเฉพาะของการค้นหาแต่ละครั้ง

วิธีตัดสินใจตั้งราคาเสนอ CPC

คุณจะทราบได้อย่างไรว่า จะตั้ง CPC เท่าใดดี คุณสามารถตัดสินได้จากข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของคุณเองและมูลค่าของการขายแต่ละครั้ง ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขายแหวนเพชรราคา 150,000 บาท ลูกค้าใหม่คนเดียวน่าจะมีค่ามากกว่ากรณีที่คุณขายหมากฝรั่งห่อละ 30 บาทได้หลายห่อ

หลังจากที่คุณตั้ง CPC สูงสุดที่คุณยินดีจ่ายแล้ว ให้ตรวจสอบจำนวนคลิกที่คุณได้รับจากโฆษณา และตรวจสอบว่าคลิกเหล่านั้นทำให้เกิดผลทางธุรกิจบนเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ นอกจากนี้ จำไว้ว่าการเข้าชมอินเทอร์เน็ตนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การประเมินราคาเสนอ CPC ของคุณซ้ำอยู่เป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การใช้เครื่องมือ Google เพื่อช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับราคาเสนอ CPC

  • เครื่องจำลองการเสนอราคาจะจำลองสถานการณ์สมมติ “แบบเงื่อนไข” เช่น “ถ้าสัปดาห์ที่แล้วราคาเสนอของฉันสูงกว่าเดิม 3 บาท ฉันจะได้รับการแสดงผลมากขึ้นเท่าใด”
  • เครื่องมือวางแผนคำหลักจะแสดงความถี่ในการค้นหาคำหลักบางคำ รวมทั้งประมาณค่าใช้จ่ายอย่างคร่าวๆ
  • ค่าประมาณการเสนอราคาสำหรับหน้าแรกแสดงให้คุณเห็นราคาที่คุณอาจต้องเสนอเพื่อให้โฆษณาของคุณปรากฏในหน้าแรกของผลการค้นหา Google

การใช้การปรับราคาเสนอในการเข้าถึงลูกค้าที่เหมาะสม

สามารถตั้งค่าการปรับราคาเสนอที่เพิ่มหรือลดราคาเสนอ CPC สูงสุดสำหรับการค้นหาบนอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือในสถานที่ตั้งเฉพาะ หากแคมเปญกำหนดเป้าหมายไปยังเครือข่ายดิสเพลย์ คุณยังสามารถตั้งค่าการปรับราคาเสนอสำหรับวิธีการกำหนดเป้าหมายในกลุ่มโฆษณาของคุณ เช่น หัวข้อหรือตำแหน่ง เพื่อช่วยให้โฆษณาแสดงต่อผู้ชมที่เกี่ยวข้องมากที่สุด การปรับราคาเสนอทำให้คุณสามารถควบคุมตำแหน่งและเวลาในการแสดงโฆษณาได้มากขึ้น และจะนำไปใช้กับราคาเสนอที่มีอยู่

การเสนอราคา CPC สูงสุดส่งผลกับลำดับโฆษณาอย่างไร

ลำดับโฆษณาจะช่วยตัดสินอันดับเฉลี่ยของโฆษณาของคุณ ท่ามกลางโฆษณาอื่นๆ บนหน้าผลการค้นหาในเครือข่ายการค้นหา หากคุณแสดงโฆษณาในเครือข่ายดิสเพลย์ ลำดับโฆษณาก็มีบทบาทสำคัญในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากลำดับโฆษณาของคุณเป็นคะแนนที่พิจารณาตามราคาเสนอ CPC สูงสุดและคุณภาพโฆษณาของคุณโดยเปรียบเทียบกับโฆษณาของผู้ลงโฆษณารายอื่นๆ การเพิ่ม CPC สูงสุดจึงอาจเพิ่มโอกาสที่โฆษณาของคุณจะปรากฏ

รูปแบบการเสนอราคา CPC สูงสุด

คุณสามารถใช้การเสนอราคา CPC สูงสุดของคุณได้หลายวิธี สมมติว่าคุณมีร้านเบเกอรี่และได้ตั้งกลุ่มโฆษณาสำหรับอาหารเช้าโดยมีคำหลัก เช่น โดนัท พายไก่ และขนมปังปิ้ง ต่อไปนี้เป็นวิธีที่คุณอาจใช้ตั้งราคาเสนอ

  • หากคุณต้องการให้คำหลักทั้งหมดในกลุ่มโฆษณามีราคาเสนอเดียวกัน: ตั้งค่าราคาเสนอเริ่มต้นของกลุ่มโฆษณา หากคุณเลือก CPC เท่ากับ 30 บาท จำนวนเงินนั้นก็คือ CPC สูงสุดของคุณเมื่อมีผู้ค้นหาคำหลักใดๆ ของคุณ เช่น โดนัท พายไก่ หรือขนมปังปิ้ง ราคาเสนอเดียวกันนี้จะถูกนำไปใช้กับตำแหน่ง หากคุณลงโฆษณาในเครือข่ายดิสเพลย์ นี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการ CPC ของคุณ
  • หากคุณต้องการให้คำหลักในกลุ่มโฆษณามีราคาเสนอต่างกัน: ตั้งราคาเสนอระดับคำหลัก ตัวอย่างเช่น หากคุณทราบว่าผู้ที่ค้นหาคำว่าขนมปังปิ้งมีแนวโน้มที่จะซื้อมากกว่าผู้ที่ค้นหาคำว่าโดนัท คุณอาจตั้งราคาเสนอ 37 บาทสำหรับการคลิกขนมปังปิ้งแต่ละครั้ง และ 30 บาทสำหรับการคลิกโดนัทแต่ละครั้ง
  • หากคุณต้องการให้วิธีการกำหนดเป้าหมายบนเครือข่ายดิสเพลย์มีราคาเสนอที่แตกต่างกัน: คุณสามารถตั้งค่า CPC สูงสุดสำหรับตำแหน่ง หัวข้อ หรือวิธีการกำหนดเป้าหมายอื่นๆ ตัวอย่างเช่น คุณอาจพยายามช่วยให้โฆษณาแสดงในเว็บไซต์สูตรโดนัทโดยการตั้งค่าราคาเสนอที่กำหนดเองสำหรับตำแหน่งที่ต้องการนั้นในเครือข่ายดิสเพลย์

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

ข้อมูลจาก Google

ความแตกต่าง AdWords Express กับ AdWords

0

ทั้ง AdWords Express และ AdWords ต่างก็ช่วยให้คุณแสดงโฆษณาใน Google, Google Maps และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องภายในเครือข่ายดิสเพลย์ของ Google ได้เหมือนกัน คุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ใดก็ได้ในการสื่อข้อความที่ตรงเป้าหมายในโฆษณาเพื่อดึงดูดและสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า รวมทั้งเข้าถึงผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าในเวลาที่เหมาะสม คุณจึงไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 นี้พร้อมกัน

การใช้ทั้ง AdWords และ AdWords Express อาจทำให้การจัดการโฆษณามีความซับซ้อนและโฆษณาของคุณแข่งขันกันเอง เราจึงขอแนะนำให้ใช้เครื่องมือการโฆษณาทีละ 1 รายการเท่านั้น

Fanpage : Aj Lin

ติดตามข่าวสารไอที – www.ajlink.net

ข้อมูลจาก Google

การเสนอราคาในการเข้าชมแต่ละครั้ง (CPV)

0

การเสนอราคาแบบราคาต่อการดู (CPV) เป็นวิธีเริ่มต้นในการกำหนดจำนวนเงินที่คุณจะจ่ายสำหรับโฆษณาวิดีโอ TrueView (เมื่อสร้างด้วย AdWords) เมื่อใช้การเสนอราคา CPV คุณจะจ่ายสำหรับการดูวิดีโอและการโต้ตอบอื่นๆ กับวิดีโอ (เช่น การคลิกที่โฆษณาซ้อนทับกระตุ้นการตัดสินใจ การ์ด และแบนเนอร์ที่แสดงร่วมกัน) ขึ้นอยู่กับว่ากรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน

สำหรับโฆษณาแบบข้อความหรือแบบรูปภาพออนไลน์แบบเดิม ลูกค้าบนเว็บอาจเห็นโฆษณา อ่านข้อความ แล้วจึงคลิก URL เพื่อไปยังไซต์ของคุณโดยตรง การโต้ตอบประเภทนี้ไม่ได้นำเนื้อหาแบบโต้ตอบอย่างโฆษณาวิดีโอมาพิจารณา ด้วย CPV และการรายงานโฆษณาวิดีโอ คุณจะทราบได้ว่าผู้ดูมีส่วนร่วมกับเนื้อหาของคุณมากน้อยเพียงใด พวกเขาเลือกที่จะดูวิดีโอของคุณในที่ใด และเลิกดูเนื้อหาของคุณเมื่อใด

วิธีการทำงาน

ในการตั้งค่าราคาเสนอ CPV คุณจะป้อนจำนวนเงินสูงสุดที่คุณต้องการจ่ายต่อการดู 1 ครั้งไปพร้อมกับตั้งค่ากลุ่มโฆษณาในแคมเปญวิดีโอ ราคาเสนอนี้เรียกว่าราคาเสนอ CPV สูงสุดของคุณ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “CPV สูงสุด” ราคาเสนอนี้จะใช้กับทุกโฆษณาในกลุ่มโฆษณานั้นๆ

ตัวอย่าง

หากคุณคิดว่า ถ้ามีคนคนหนึ่งเข้ามาดูวิดีโอของคุณก็คุ้มที่จะจ่าย 10 บาทแล้ว คุณก็สามารถตั้งการเสนอราคา CPV สูงสุดเป็น 10 บาท ซึ่งหมายถึง

  • สำหรับโฆษณาวิดีโอ TrueView ในสตรีม คุณจะจ่ายไม่เกิน 10 บาทเมื่อมีคนดูวิดีโอของคุณ 30 วินาที (หรือดูจนจบถ้าวิดีโอสั้นกว่า 30 วินาที) หรือมีส่วนร่วมกับวิดีโอ ขึ้นอยู่กับว่ากรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน องค์ประกอบเชิงโต้ตอบรวมถึงโฆษณาซ้อนทับกระตุ้นการตัดสินใจ (CTA) การ์ด แบนเนอร์ที่แสดงร่วมกัน และลิงก์ไปที่เว็บไซต์ของคุณหรือแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
  • สำหรับโฆษณาวิดีโอ TrueView video discovery คุณจะจ่ายไม่เกิน 10 บาทเมื่อมีคนคลิกภาพขนาดย่อหรือชื่อของโฆษณาวิดีโอและเริ่มดูวิดีโอของคุณ
  • วิธีตัดสินใจตั้งราคาเสนอ CPV สูงสุด

    คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าจะตั้งราคาเสนอ CPV สูงสุดเท่าใด คุณสามารถตั้ง CPV โดยเทียบจากข้อมูลคาดการณ์การค้นหาที่เราแสดงให้ดูเมื่อคุณเลือกการตั้งค่าการกำหนดเป้าหมายและ CPV สูงสุดเมื่อสร้างแคมเปญใหม่ (หรือเมื่อจัดการกลุ่มโฆษณาในภายหลัง) และคุณยังสามารถตัดสินได้จากข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของคุณเองและมูลค่าของการดูแต่ละครั้งได้ด้วยเช่นกัน

    จำนวนเงินที่เราเรียกเก็บจากคุณ

    ราคาเสนอ CPV สูงสุดเป็นจำนวนเงินสูงสุดที่เราอาจเรียกเก็บจากคุณสำหรับการดูวิดีโอครั้งหนึ่ง แต่อาจไม่ได้เรียกเก็บเป็นจำนวนเงินสูงสุดนี้เสมอไป หากเป็นไปได้ เราจะพยายามเรียกเก็บเงินจากคุณเท่าที่จำเป็นในการให้โฆษณาของคุณปรากฏบนหน้าเว็บได้เท่านั้น จำนวนเงินที่เรียกเก็บจากคุณจริงๆ เมื่อมีการดูเรียกว่า CPV จริง

    CPV จริงมักจะน้อยกว่า CPV สูงสุด เพราะในการประมูล AdWords คุณจะจ่ายเงินไม่เกินจำนวนที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้อยู่ในอันดับสูงกว่าผู้ลงโฆษณาที่อยู่ต่ำกว่าคุณ

    มีองค์ประกอบ 2 อย่างที่ส่งผลต่อ CPV จริงที่คุณจ่าย ได้แก่ คะแนนคุณภาพและลำดับโฆษณา คะแนนคุณภาพเป็นการวัดความเกี่ยวข้องที่โฆษณาของคุณมีต่อลูกค้า และรวมถึงปัจจัยด้านประสิทธิภาพหลายรายการ เช่น อัตราการดู เป็นต้น เมื่อเราคำนวณคะแนนคุณภาพของคุณออกมาแล้ว เราจะนำไปคูณกับราคาเสนอ CPV สูงสุด เพื่อจัดอันดับโฆษณาของคุณเทียบกับโฆษณาของผู้ลงโฆษณารายอื่นๆ ค่าที่ได้นี้เรียกว่า ลำดับโฆษณา

CPV ส่งผลกับลำดับโฆษณาอย่างไร

ราคาเสนอ CPV สูงสุดที่คุณตั้งไว้ช่วยกำหนดโอกาสที่โฆษณาของคุณจะชนะการประมูลและปรากฏต่อผู้ดู สำหรับโฆษณา TrueView video discovery ที่แสดงในผลการค้นหาของ YouTube ราคาเสนอนี้อาจส่งผลต่อตำแหน่งของโฆษณาของคุณเทียบกับโฆษณาอื่นๆ ในหน้าผลการค้นหาด้วย

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

ข้อมูลจาก Google

การเลือกคีย์เวิร์ดในการทำ Google AdWords

0

การทำโฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdWords คือ การทำโฆษณาบนการค้นหาจากกูเกิล โดยการเลือกคำหรือประโยค มาเป็น Keyword ในการค้นหา โดยกูเกิลจะคิดค่าโฆษณาจากการคลิก (Pay Per Click) เข้าชมของผู้ค้นหาเท่านั้น โดยราคาที่จะต้องจ่ายในการโฆษณาอาจเปลี่ยนแปลงไปตามความนิยมของ Keyword ที่คุณได้เลือกใช้

เทคนิคสำหรับการเลือก Keyword ในการทำ Google AdWords เพื่อเป็นแนวทาง หรือตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกคีย์เวิร์ดในการทำ Google มีดังนี้

  • เลือกคีย์เวิร์ดที่น่าจะได้ CTR

ถึงแม้การทำโฆษณาใน Google AdWords จะสามารถส่งเว็บไซต์ของของผู้ใช้ให้อยู่บนสุดของการค้นหาข้อมูลได้ แต่บางครั้ง CTR (จำนวนคลิกที่โฆษณาได้รับ หารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฏ) ของคุณก็ไม่ได้สูงขึ้นมาก เพราะผู้ค้นหาบางรายไม่ได้คาดหวังว่าเนื้อหา หรือเรื่องราวที่มาจากการโฆษณานั้นจะดีไปกว่าเนื้อหาที่ได้ค้นหาตามปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดการมองข้ามเนื้อหานั้นได้ ดังนั้น ผู้ใช้จำเป็นจะต้องเลือกคีย์เวิร์ดที่ดี ที่มีแนวโน้มที่จะได้ CTR สูงๆ ถึงแม้จะเป็นบทความ หรือเว็บไซต์ที่มาจากการโฆษณา หรือการใช้การทำงานของ Keyword insertion เข้ามาช่วยก็ได้เช่นกัน

  • เลือกคีย์เวิร์ดที่ไม่ทำให้เกิดการแข่งขันใน Account

การทำโฆษณาบน Google AdWords โดยการเลือกใช้คีย์เวิร์ดนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก บางครั้งอาจทำให้ผู้ใช้เกิดปัญหาจากการแข่งขันกับตัวเอง ที่เกิดจากการใช้คีย์เวิร์ดซ้ำกันภายในหนึ่ง Account ซึ่งปัญหานี้จะแสดงเมื่อเกิดการค้นหาข้อมูลจากกูเกิล โดยกูเกิลนั้นจะเลือกคีย์เวิร์ดในการค้นหา เพื่อนำขึ้นมาแสดงเป็นโฆษณาเพียงอันเดียวต่อหนึ่งเว็บไซต์ โดยเลือกจาก Ad Rank (ค่าคะแนนคุณภาพ) ที่ดีที่สุด ปัญหาเหล่านี้จะทำให้ผู้ใช้เกิดการแข่งขันขึ้นภายใน Account ของผู้ใช้เอง หากเลือกใช้คีย์เวิร์ดเป็นคำที่ซ้ำกันมากๆ ในการซื้อโฆษณา ผลที่จะได้รับก็คือ ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น ผู้ใช้จำเป็นจะต้องเรียงลำดับความสำคัญของการใช้คีย์เวิร์ดภายใน Account ให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ตามมาภายหลัง

  • เลือกคีย์เวิร์ดที่ก่อให้เกิด Conversion

สำหรับก่อนที่ผู้ใช้จะทำการเลือก Keyword สิ่งที่ควรทำก็คือ การค้นหาคีย์ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือคอนเทนท์เสียก่อน โดยการเลือกคีย์เวิร์ดนั้นสามารถหาได้จาก Google Keyword Planner หรือเครื่องมืออื่นๆ ที่คุณถนัดได้ตามต้องการ โดยคีย์เวิร์ดที่หาได้จากเครื่องมือเหล่านั้นอาจมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช้ว่าผู้ใช้จะต้องเอาคีย์เวิร์ดเหล่านั้นไปซื้อโฆษณาทั้งหมด ผู้ใช้ควรเลือกคีย์เวิร์ดที่คาดว่าถ้านำมาใช้แล้วมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิด Traffic เพื่อให้เกิดการเข้าชม เข้าใช้งานบนเว็บไซต์ให้บ่อยที่สุดก็เพียงพอแล้ว

  • เลือกคีย์เวิร์ดที่สอดคล้องกับหน้า Landing Page

Landing Page คือ หน้าแรกที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จะเข้ามาเจอ ดังนั้น การเลือกคีย์เวิร์ดให้สอดคล้องกับหน้า Landing Page ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานของการทำโฆษณาผ่าน Google AdWords ซึ่งจำเป็นจะต้องมีคีย์เวิร์ดในการโฆษณาที่ตรงกับเนื้อหาภายในหน้า Landing Page มากที่สุด ยิ่งคีย์เวิร์ดนั้นตรงกับเนื้อหาในหน้า Landing Page มากเท่าไหร่ ค่าคุณภาพก็จะเพิ่มมากขึ้น และทำให้ค่าโฆษณาจากการคลิกถูกลง ซึ่งผู้ใช้สามารถทำให้คีย์เวิร์ดของคุณสอดคล้องกับการทำ Landing Page โดยการเลือกซื้อคีย์เวิร์ดที่ต้องการ แล้วสร้าง Landing Page ให้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน หรือจะเป็นการสร้าง Landing Page แล้วมาเลือกทีหลังว่ามีคีย์เวิร์ดใดบ้างที่เหมาะกับการนำไปโฆษณาผ่าน Google AdWords บ้าง

การเลือกคีย์เวิร์ดในการทำ Google AdWords ให้มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นจะต้องมีเทคนิคต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้การโฆษณา Google AdWords มีคุณภาพมากที่สุด ทำให้คนค้นหาโฆษณาของเราเจอจากการค้นหาคีย์เวิร์ด โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

Follow us

20,193แฟนคลับชอบ
2,249ผู้ติดตามติดตาม
14,700สมาชิกติดตาม @AjLink

Latest news

error: Content is protected !!