fbpx

การเลือกคีย์เวิร์ดในการทำ Google AdWords

0

การทำโฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdWords คือ การทำโฆษณาบนการค้นหาจากกูเกิล โดยการเลือกคำหรือประโยค มาเป็น Keyword ในการค้นหา โดยกูเกิลจะคิดค่าโฆษณาจากการคลิก (Pay Per Click) เข้าชมของผู้ค้นหาเท่านั้น โดยราคาที่จะต้องจ่ายในการโฆษณาอาจเปลี่ยนแปลงไปตามความนิยมของ Keyword ที่คุณได้เลือกใช้

เทคนิคสำหรับการเลือก Keyword ในการทำ Google AdWords เพื่อเป็นแนวทาง หรือตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกคีย์เวิร์ดในการทำ Google มีดังนี้

  • เลือกคีย์เวิร์ดที่น่าจะได้ CTR

ถึงแม้การทำโฆษณาใน Google AdWords จะสามารถส่งเว็บไซต์ของของผู้ใช้ให้อยู่บนสุดของการค้นหาข้อมูลได้ แต่บางครั้ง CTR (จำนวนคลิกที่โฆษณาได้รับ หารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฏ) ของคุณก็ไม่ได้สูงขึ้นมาก เพราะผู้ค้นหาบางรายไม่ได้คาดหวังว่าเนื้อหา หรือเรื่องราวที่มาจากการโฆษณานั้นจะดีไปกว่าเนื้อหาที่ได้ค้นหาตามปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดการมองข้ามเนื้อหานั้นได้ ดังนั้น ผู้ใช้จำเป็นจะต้องเลือกคีย์เวิร์ดที่ดี ที่มีแนวโน้มที่จะได้ CTR สูงๆ ถึงแม้จะเป็นบทความ หรือเว็บไซต์ที่มาจากการโฆษณา หรือการใช้การทำงานของ Keyword insertion เข้ามาช่วยก็ได้เช่นกัน

  • เลือกคีย์เวิร์ดที่ไม่ทำให้เกิดการแข่งขันใน Account

การทำโฆษณาบน Google AdWords โดยการเลือกใช้คีย์เวิร์ดนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก บางครั้งอาจทำให้ผู้ใช้เกิดปัญหาจากการแข่งขันกับตัวเอง ที่เกิดจากการใช้คีย์เวิร์ดซ้ำกันภายในหนึ่ง Account ซึ่งปัญหานี้จะแสดงเมื่อเกิดการค้นหาข้อมูลจากกูเกิล โดยกูเกิลนั้นจะเลือกคีย์เวิร์ดในการค้นหา เพื่อนำขึ้นมาแสดงเป็นโฆษณาเพียงอันเดียวต่อหนึ่งเว็บไซต์ โดยเลือกจาก Ad Rank (ค่าคะแนนคุณภาพ) ที่ดีที่สุด ปัญหาเหล่านี้จะทำให้ผู้ใช้เกิดการแข่งขันขึ้นภายใน Account ของผู้ใช้เอง หากเลือกใช้คีย์เวิร์ดเป็นคำที่ซ้ำกันมากๆ ในการซื้อโฆษณา ผลที่จะได้รับก็คือ ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น ผู้ใช้จำเป็นจะต้องเรียงลำดับความสำคัญของการใช้คีย์เวิร์ดภายใน Account ให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ตามมาภายหลัง

  • เลือกคีย์เวิร์ดที่ก่อให้เกิด Conversion

สำหรับก่อนที่ผู้ใช้จะทำการเลือก Keyword สิ่งที่ควรทำก็คือ การค้นหาคีย์ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือคอนเทนท์เสียก่อน โดยการเลือกคีย์เวิร์ดนั้นสามารถหาได้จาก Google Keyword Planner หรือเครื่องมืออื่นๆ ที่คุณถนัดได้ตามต้องการ โดยคีย์เวิร์ดที่หาได้จากเครื่องมือเหล่านั้นอาจมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ใช้ว่าผู้ใช้จะต้องเอาคีย์เวิร์ดเหล่านั้นไปซื้อโฆษณาทั้งหมด ผู้ใช้ควรเลือกคีย์เวิร์ดที่คาดว่าถ้านำมาใช้แล้วมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิด Traffic เพื่อให้เกิดการเข้าชม เข้าใช้งานบนเว็บไซต์ให้บ่อยที่สุดก็เพียงพอแล้ว

  • เลือกคีย์เวิร์ดที่สอดคล้องกับหน้า Landing Page

Landing Page คือ หน้าแรกที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จะเข้ามาเจอ ดังนั้น การเลือกคีย์เวิร์ดให้สอดคล้องกับหน้า Landing Page ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานของการทำโฆษณาผ่าน Google AdWords ซึ่งจำเป็นจะต้องมีคีย์เวิร์ดในการโฆษณาที่ตรงกับเนื้อหาภายในหน้า Landing Page มากที่สุด ยิ่งคีย์เวิร์ดนั้นตรงกับเนื้อหาในหน้า Landing Page มากเท่าไหร่ ค่าคุณภาพก็จะเพิ่มมากขึ้น และทำให้ค่าโฆษณาจากการคลิกถูกลง ซึ่งผู้ใช้สามารถทำให้คีย์เวิร์ดของคุณสอดคล้องกับการทำ Landing Page โดยการเลือกซื้อคีย์เวิร์ดที่ต้องการ แล้วสร้าง Landing Page ให้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน หรือจะเป็นการสร้าง Landing Page แล้วมาเลือกทีหลังว่ามีคีย์เวิร์ดใดบ้างที่เหมาะกับการนำไปโฆษณาผ่าน Google AdWords บ้าง

การเลือกคีย์เวิร์ดในการทำ Google AdWords ให้มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นจะต้องมีเทคนิคต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้การโฆษณา Google AdWords มีคุณภาพมากที่สุด ทำให้คนค้นหาโฆษณาของเราเจอจากการค้นหาคีย์เวิร์ด โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

เครื่องมือ Google ที่จำเป็นต้องใช้ในธุรกิจออนไลน์

0

เครื่องมืออย่างหนึ่งในการทำการตลาดออนไลน์ที่นิยมใช้กัน คือ Google ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ คนส่วนใหญ่เวลาต้องการหาข้อมูลก็มักจะนึกถึง Google เพื่อทำการค้นหา สำหรับเครื่องมือ Google ไม่ได้มีไว้แค่เพียงการค้นหาเท่านั้น แต่ยังมีข้อดีอีกมากมาย ซึ่งเครื่องมือที่จำเป็นมากๆ ในการดำเนินธุรกิจออนไลน์ ที่ผู้ทำธุรกิจต้องรู้หรือต้องใช้มีอะไรบ้าง วันนี้เราจะมานำเสนอให้ได้ทราบกัน ดังนี้

Google Adwords

Google Adwords เป็นเครื่องมือสำหรับการโฆษณาของ Google ซึ่งจะประกอบด้วยวิธีการลงโฆษณาที่หลากหลายรูปแบบ เช่น การโฆษณาแบบคำค้นหา การโฆษณาแบนเนอร์ที่จะไปถูกติดในเว็บที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Google เช่น Sanook Kapook หรือ การโฆษณาแบบวีดีโอ ซึ่งหากเข้าเรื่องการตลาดออนไลน์แล้วระดับนึง ก็สามารถหยิบเครื่องมือนี้ไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ได้

เครื่องมือสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่มาพร้อมกับ Adwords คือ Google Keywords Planner ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือในการเริ่มต้นคิดจะทำการตลาดออนไลน์ เพราะ Keywords Planner เป็นเครื่องมือในการค้นหาสิ่งที่ผู้คนใช้อยู่ว่า มีปริมาณการค้นหามากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งในการดำเนินงานก็ควรใช้คำค้นหาที่มีผู้ค้นหาปริมาณมาก เพื่อจะทำให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะพบร้านเราและกลายเป็นลูกค้าของร้านเราต่อไป

Google Analytics

Google Analytics เป็นเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์เว็บไซต์ ธุรกิจของคุณอาจจะไม่ได้เริ่มต้นด้วยการทำเว็บไซต์เป็นหลัก แต่ควรให้ทุกอย่างมาจบลงด้วยเว็บไซต์ ดังนั้น การสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด เมื่อผู้ใช้มีเว็บไซต์แล้วก็ควรติดตั้งเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์เว็บไซต์ด้วย เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของคนที่เข้ามาในเว็บไซต์ว่า กลุ่มคนที่เข้ามานั้นมาจากช่องทางไหน เพศอะไร อายุเท่าไร อยู่จังหวัดไหน ประเทศไหน เข้ามาจากหน้าไหน อยู่ในเว็บประมาณกี่นาที เป็นต้น เมื่อผู้ใช้ทราบข้อมูลของกลุ่มบุคคลเหล่านั้นมากพอ ก็จะสามารถปรับเว็บไซต์ หรือ สร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

Google Search Console

Google Search Console เป็นเครื่องมือสำหรับธุรกิจที่มีเว็บไซต์แล้ว เพื่อช่วยดูแลว่าเว็บไซต์นั้นมีประสิทธิภาพแค่ไหน มีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง ซึ่งธุรกิจองค์กรส่วนใหญ่ไม่มีการติดตั้งไว้ หรือถ้ามีก็ไม่รู้ว่าใช้งานอย่างไร ดังนั้น แนะนำว่าควรเรียนรู้ที่จะใช้งานเครื่องมือชนิดนี้ให้คล่อง เพราะว่าหากเข้าใจเว็บไซต์ดีมากพอ รู้ว่ามีข้อดีข้อเสียตรงไหน จะได้แก้ได้ถูกจุด เพราะว่าการแก้ทุกครั้งจะช่วยทำให้อันดับการค้นหามีโอกาสที่ดีขึ้น หรือเรียกง่ายว่า การทำ SEO จะดีขึ้นนั้นเอง

Computer, Laptop, Macbook, Technology, Screen, Internet

Google Tag Manager

Google Tag Manager หรือ GTM เป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการเว็บไซต์ที่ถือว่าดีที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการการติดตั้ง Analytics หรือ Pixel หรือ Conversion Tracking ได้ง่ายและสะดวกมาก ซึ่งมีข้อดีต่างๆ เช่น ใช้งานง่าย ลดโอกาสที่เว็บไซต์จะเสียได้มาก ดังนั้น ควรติดตั้งให้เรียบร้อย เนื่องจากมันผสมเข้ากับ Analytics ได้ ทำให้การจัดการเรื่อง Event ต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งผู้ใช้จะรู้ได้ว่า ใครเข้ามากดปุ่มไหนในเว็บไซต์เราบ้าง ซึ่ง Google Analytics เองก็ทำได้ แต่ตัว Tag Manager จะมีระบบที่ช่วยจัดการในส่วน Event ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก

ดังนั้น เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการทำธุรกิจออนไลน์ จึงจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตและมีประสิทธิภาพ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตรงจุด และทำให้มียอดขายในการปิดการซื้อขายได้มากขึ้น



เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net



เหตุผลที่ไม่ควรยิง Adwords ไปที่ Facebook

0

สำหรับผู้ที่เคยทำโฆษณากับ Google แล้วอยากจะใช้ Facebook Fanpage แทน Landing Page ได้หรือไม่ เพราะเนื่องจาก Facebook Fanpage สามารถทำได้ง่ายกว่า และไม่มีค่าใช้จ่ายเลย ซึ่งสามารถทำได้เหมือนกัน แต่ทางที่ดีก็ไม่ควรใช้แทนกัน เพราะมีเหตุผลบางประการที่ไม่ควรใช้ Facebook Fanpage แทน Landing page ดังนี้

– จำนวนค่าคลิกสูงมาก

ค่าคลิกของ Keyword หรือค่า CPC ของผู้ใช้สูงขึ้น เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งค่า CPC นี้อาจจะมากกว่าคู่แข่งถึง 5-6 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้เสียงบประมาณมากเกินความจำเป็น เกิดความเสียเปรียบเป็นอย่างมาก

– ผู้ใช้ไม่สามารถปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมได้

Quality Score คือ ปัจจัยที่จะส่งผลต่อการแสดงโฆษณาของผู้ใช้ และ Quality Score ก็มีคะแนนส่วนหนึ่งที่มาจากการปรับแต่งหน้า Landing Page ให้เหมาะสมไม่ว่าจะเป็น Keyword หรือ Title ฯลฯ ซึ่งผู้ใช้จะไม่สามารถปรับแต่งใน Facebook Fanpage ได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คะแนน Quality Score มีความน้อยลง

– ไม่สามารถติดตามและวัดผลผลได้

การทำโฆษณากับ Google ผู้ใช้ควรจะต้องรู้ว่าโฆษณาที่ทำนั้นได้ผลเป็นอย่างไร การที่ผู้ใช้ทำ Conversion Tracking หรือติดตั้ง Google Analytics นั้น จะช่วยให้สามารถวัดผลการทำโฆษณานั้นได้ แต่ปัญหาคือ Conversion Tracking หรือ Google Analytics นั้นไม่สามารถติดตั้งบน Facebook Fanpage ได้ ทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่าโฆษณาแบบไหนที่ได้ผลดีมากที่สุด และโฆษณาแบบไหนที่ไม่ได้ผลและควรจะปรับปรุง หรือตัดออกไป

เครือข่ายทางสังคม, Facebook, เครือข่าย

– ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาได้

เนื้อหาบน Facebook ที่ใช้งานนั้นจะเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ เมื่อผู้ใช้โพสต์เนื้อหาใหม่ก็จะทำการดันโพสต์เก่าลงไป เพราะด้วยข้อจำกัดของ Facebook ทำให้คนที่สนใจอาจจะออกไปโดยที่ยังไม่ได้อ่านสิ่งที่ผู้ใช้ได้นำเสนอไป เท่ากับว่าผู้ใช้ได้พลาดโอกาสในการขายสินค้านั้นๆ ไปแล้ว

– ไม่สามารถทำ Remarketing ได้

การทำ Remarketing ถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำโฆษณา Google เพราะจะช่วยส่งเสริมทางด้านการสร้าง Brand Awareness และ Conversion เป็นอย่างมาก ซึ่งการทำ Remarketing จะต้องนำ Tag Code ที่ได้จาก Adwords ไปติดตั้งที่เว็บ โดย Tag Code นั้นจะบอกให้ AdWords บันทึกข้อมูลของผู้เข้าชมเว็บไซต์ทุกคนลงในรายการ แต่การนำเครื่องมือ Tag Code ไปใช้นั้น ผู้ใช้ไม่สามารถนำ Tag Code ไปติดตั้งบน Facebook Fanpage ได้ เพราะผู้ใช้ไม่ใช่เจ้าของ Facebook ตัวจริงนั่นเอง

สำหรับผู้ที่ลงโฆษณา Google คงจะพอทราบเหตุผลที่ไม่ควรยิง Adwords ไปที่ Facebook แล้ว ดังนั้น ผู้ใช้ควรลงทุนทำ Landing page ดีกว่า เพื่อทำให้โฆษณาของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถเพิ่มยอดขายได้อีกด้วย

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

วิธีทำให้ Google AdWords มีประสิทธิภาพ

0

การเริ่มต้นการทำธุรกิจออนไลน์ ให้ประหยัดงบประมาณ เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องการที่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำโฆษณาผ่าน Google AdWords หรือ AdWords โดยที่ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากเดิม ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ดีในการประหยัดงบประมาณในส่วนของการทำโฆษณา ซึ่งส่วนขยายโฆษณาเป็นอีกหนึ่งในฟังก์ชั่นของ AdWords ที่จะเข้ามาช่วยให้งานโฆษณาของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ส่วนขยายโฆษณาคืออะไร

ส่วนขยายโฆษณา AdWords คือ ส่วนของเนื้อหาเพิ่มเติมที่ทำขึ้นมาเพื่อขยายโฆษณาพร้อมข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งแต่ละโฆษณาก็จะมีส่วนของข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับรูปแบบเว็บไซต์นั้นๆ ข้อมูลส่วนใหญ่ที่สามารถเพิ่มลงในส่วนขยายได้ คือ ลิงก์ที่อยู่ของเว็บไซต์ สถานที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น

ทำไมถึงควรใช้ส่วนขยายโฆษณา

ส่วนขยายของโฆษณาจะทำให้ความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มลูกค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะจะทำใฟ้ผู้ค้นหาสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้ได้มากขึ้น เนื่องจากส่วนขยายโฆษณาจะทำให้ผู้ที่ค้นหาสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น ส่วนขยายโฆษณาจะทำการเจาะจงเป้าหมายที่ผู้ค้นหาต้องการได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแสดงวิธีการติดต่อกับธุรกิจ เช่น สถานที่ตั้ง เลขโทรศัพท์ การแจ้งโปรโมชั่นต่างๆ หรือการแจ้งวิธีการติดต่อกันได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้การขยายส่วนโฆษณายังสามารถเพิ่มอัตราการคลิก หรืออัตราการเข้าชมเว็บไซต์ของผู้ใช้ให้มากขึ้นได้อีกด้วย

การตลาดดิจิตอล, เทคโนโลยี, โน๊ตบุ๊ค


ประเภทของส่วนขยายโฆษณา

 – ส่วนขยายข้อความ
ส่วนขยายข้อความ จะเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้ที่เห็นโฆษณานั้นสามารถคลิกที่ไอคอน เพื่อติดต่อคุณผ่านการส่งข้อความโดยตรงเมื่อทำการแตะที่โฆษณาเพียงครั้งเดียว ผู้เข้าชมก็จะสามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลรายละเอียดหรือขอรับบริการได้เลย

 – ส่วนขยายไซต์ลิงก์
ส่วนขยายไซต์ลิงก์ จะเป็นส่วนสำหรับเพิ่มไซต์ลิงก์ที่จะนำผู้คนไปสู่หน้าเว็บไซต์ที่คุณต้องการ เช่น หน้าร้านค้าออนไลน์ หน้าผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

 – ส่วนขยายข้อมูลเพิ่มเติมที่มีโครงสร้าง
ส่วนขยายข้อมูลเพิ่มเติมที่มีโครงสร้าง จะเป็นส่วนขยายที่จะเน้นเฉพาะเจาะจงของผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ โดยจะแสดงอยู่ด้านล่างโฆษณาแบบข้อความในการค้นหา

 – ส่วนขยายสถานที่ตั้ง
ส่วนขยายสถานที่ตั้ง จะเป็นส่วนที่ทำให้ลูกค้าสามารถพบที่ตั้งธุรกิจของร้านพร้อมการโฆษณา และสามารถคลิกหรือแตะส่วนขยายเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ตั้งธุรกิจได้อย่าง่ายดาย

 – ส่วนขยายการโทร
ส่วนขยายการโทร จะเป็นส่วนที่สำหรับไว้ใส่หมายเลขโทรศัพท์ของร้านพร้อมกับโฆษณา เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำการติดต่อกับธุรกิจได้ง่ายขึ้น เมื่อลูกค้าต้องการสอบถามรายละเอียดต่างๆ หรือตกลงซื้อขายสินค้านั้น

 – ส่วนขยายราคา
ส่วนขยายราคา จะเป็นส่วนที่จะแสดงถึงสิ่งที่ธุรกิจนำเสนอโดยละเอียด ผู้คนสามารถดูข้อมูลต่างๆ ได้รวดเร็วผ่านโฆษณาของผู้ใช้ เนื่องจากส่วนขยายราคาแต่ละรายการจะมีลิงก์ของรายการนั้นๆ

 – ส่วนขยายแอพพลิเคชั่น
ส่วนขยายแอพฯ จะเป็นส่วนขยายสำหรับการโฆษณาแอพพลิเคชั่นที่สนับสนุน เพื่อให้เกิดการดาวน์โหลดในทันที เมื่อพบเห็นโฆษณาที่ปรากฏ

 – ส่วนขยายไฮไลท์
ส่วนขยายไฮไลท์ จะเป็นส่วนที่ใช้ในการปรับปรุงโฆษณาแบบข้อความ ด้วยการโปรโมทข้อเสนอที่ไม่เหมือนกับคนอื่นให้แก่ผู้ซื้อ เช่น การจัดส่งฟรีไม่คิดค่าส่ง หรือการบริการลูกค้า 24 ชั่วโมง เป็นต้น เพื่อทำให้โฆษณานั้นดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

– ส่วนเสริมบทวิจารณ์
ส่วนเสริมบทวิจารณ์ จะเป็นการได้รับคำวิจารณ์ในทางด้านบวก เช่น คำชมต่างๆ และจะนำคำวิจารณ์นั้นมาแสดงในการโฆษณาเพื่อที่จะทำให้ผู้เข้าชมมีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการมากขึ้น

สำหรับการเพิ่มส่วนขยายต่างๆ ลงไปในโฆษณาของ AdWords นั้น เพื่อจะทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้คนเข้าถึงสินค้าหรือบริการมากขึ้น และผู้ใช้ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการลงทุนอีกด้วย



เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 



สาเหตุที่ทำให้โฆษณา Google ไม่แสดง

0

Google Adwords คืออะไร ?

Google Adwords คือ แพลตฟอร์มที่ให้บริการในการทำโฆษณาออนไลน์ถูกพัฒนาและให้บริการโดย Google สำหรับให้นักโฆษณา (Advertiser) หรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องการทำโฆษณาออนไลน์ใช้เพื่อทำการโฆษณาออนไลน์บนเครือข่ายของ Google ได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าของผู้โฆษณาโดยมีช่องทางที่หลากหลาย เช่น GoogleSearch, Google Display Network, Google partners, Gmail หรือแม้แต่การโฆษณาบน Youtube ก็สามารถทำได้ผ่าน Google Adwords เช่นกันซึ่งอาจจะเปรียบได้ว่า Google Adwords คือ บริการด้านสื่อโฆษณาออนไลน์ที่จะช่วยเชื่อมต่อเรากับกลุ่มเป้าหมายของเรา

ในกรณีที่ “โฆษณาไม่แสดง” เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ผู้ใช้บริการลงโฆษณากับGoogle AdWords จะต้องเคยเจอและสงสัยถึงสาเหตุนี้กันว่าทำไมโฆษณา GoogleAdWords ที่ได้ทำไว้ถึงไม่แสดง ทั้งๆ ที่ก็พิมพ์คำค้นหาหรือคีย์เวิร์ดถูกต้องแล้วสาเหตุอาจจะมาจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้

  • ไม่อยู่ในพื้นที่แสดงโฆษณา

สาเหตุแรก Google สามารถให้เรากำหนดได้ว่าต้องการลงโฆษณาในพื้นที่ใดได้ รวมถึงการกำหนดรัศมีรอบจุดที่ต้องการ ดังนั้น ถ้ามีการตั้งค่าให้โฆษณาแสดงในบางพื้นที่ไว้ แต่ค้นหาในพื้นที่อื่นๆ โฆษณานั้นก็จะไม่ถูกแสดงผลนั่นเอง ซึ่งควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าตั้ง Location หรือพื้นที่แสดงโฆษณาตรงและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายลูกค้าหรือไม่ หากธุรกิจสามารถให้บริการหรือส่งสินค้าได้แค่บางพื้นที่ การจำกัด Location หรือพื้นที่ในการแสดงโฆษณาก็เป็นวิธีป้องกันการเสียค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์ได้อีกด้วย

  • ค้นหานอกช่วงเวลาที่แสดงโฆษณา

นอกจากการกำหนดพื้นที่แล้ว ยังสามารถกำหนดเวลาในการแสดงโฆษณาได้ สำหรับแคมเปญที่มีการตั้งค่าให้โฆษณาแสดงเฉพาะช่วงเวลา เช่น สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องการให้โฆษณาแสดงเฉพาะในเวลาเปิดทำการ การค้นหานอกช่วงเวลาที่ไม่ได้ตั้งค่าไว้ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้โฆษณาไม่ถูกแสดง โดยปกติแคมเปญโฆษณาที่สร้างใหม่ Google จะตั้งต้นให้เฉลี่ยการแสดงโฆษณาตลอดทั้งวัน ดังนั้น ถ้าไม่ได้มีการเปิดหรือปิดเวลาทำการ ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลตั้งต้นของทางระบบ

  • คีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูง

สำหรับสินค้าหรือบริการที่มีคู่แข่งเยอะ คำหรือคีย์เวิร์ดที่ใช้ลงโฆษณาอาจจะมีคนอื่นที่ลงเหมือนๆ กัน ดังนั้น การลงโฆษณาในคีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาที่มีการแข่งขันสูง แล้วราคาประมูลของเราไม่สามารถสู้กับคู่แข่งได้ ก็อาจจะทำให้บางช่วงเวลาโฆษณาของเราจะไม่ถูกแสดงการค้นหาได้

  • คีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาต่ำมาก

การลงโฆษณาในคีย์เวิร์ดหรือคำที่ค่อนข้างเฉพาะมากๆ หรือเป็นคำที่คิดว่าจะมีคนค้นหา โดยไม่ได้ดูสถิติจริงก่อน ซึ่งบางคีย์เวิร์ดมีปริมาณการค้นหาต่ำมากหรือแทบไม่มีเลย ก็มีสิทธิ์ที่โฆษณาของเราจะไม่แสดงได้อีกเช่นกัน

  • งบประมาณต่อวันถูกใช้ไปหมดแล้ว

การลงโฆษณาผ่าน Google AdWords สามารถตั้งค่าได้ว่าต้องการใช้งบประมาณเท่าไหร่ต่อวัน ซึ่งหากในวันนั้นมีคนค้นหาและคลิกโฆษณาของเราจนถึงงบที่ตั้งไว้ ก็ทำให้มีสิทธิ์ที่โฆษณาของเราจะไม่ถูกแสดง หลังจากที่งบประมาณถูกใช้ครบแล้ว

  • โฆษณานั้นถูกระงับหรือยังไม่ได้รับการอนุมัติ

ทุกครั้งที่มีการสร้างโฆษณาใหม่หรือเปลี่ยนแปลงโฆษณาที่มีอยู่ เมื่อทำการสร้างเสร็จโฆษณาจะยังไม่แสดงจนกว่าทาง Google จะตรวจสอบและอนุมัติให้โฆษณาแสดงผลได้ หรือหากทาง Google ตรวจสอบแล้วไม่อนุมัติ โฆษณานั้นก็จะถูกระงับการแสดงผล ทำให้ไม่สามารถค้นหาเจอเช่นเดียวกัน สำหรับโฆษณาที่อยู่ในสถานะ “รอตรวจสอบ หรือ Under Review” โดยปกติแล้ว Google จะใช้เวลาในการตรวจสอบประมาณ 1-2 วันทำการ หากนานกว่านั้นสามารถติดต่อทีมงาน Google เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ ส่วนโฆษณาที่ไม่ผ่านการอนุมัติ ก็จำเป็นจะต้องแก้ไขโฆษณาตามสาเหตุที่ได้รับแจ้งและส่งให้ทาง Google ตรวจสอบใหม่อีกครั้งเพื่อการลงโฆษณาให้เสร็จสมบูรณ์

  • ค้นหาโฆษณาของตัวเองบ่อยๆ

การค้นหาโฆษณาของตัวเองบ่อยๆ สาเหตุนี้ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โฆษณาไม่แสดงและยังส่งผลเสียต่อโฆษณาอีก เพราะนอกจากจะทำให้ Google เข้าใจว่าเราไม่สนใจโฆษณา เนื่องจากเห็นแต่ไม่คลิกเข้าไปดู Google จึงไม่นำโฆษณานั้นมาแสดงให้เห็นอีก และยังส่งผลให้โฆษณาถูกลดคะแนนคุณภาพลงด้วย รวมถึงสถิติการค้นหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะนอกจากจะมีสถิติการค้นหาจริงของลูกค้า กลับมีจำนวนการค้นหาเพื่อเช็คโฆษณาของเรารวมไปด้วย

สำหรับสาเหตุที่นำมาฝากเหล่านี้ ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ Google ไม่แสดงโฆษณา ถ้าใครเกิดปัญหาอยู่ก็ลองดูว่าเราได้ทำสิ่งต่างๆ ตามที่ระบบได้ให้ทำหรือไม่ หรือเป็นเพราะสาเหตุใด สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ การโฆษณา Google AdWords นั้น เป็นส่วนที่ช่วยให้สินค้าของเราเป็นที่จดจำและช่วยให้ผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าเหล่านั้นหาสินค้าได้ง่ายขึ้นด้วย ทำให้ผู้ขายมีรายได้จากการที่ผู้ซื้อค้นหาสินค้าแล้วซื้อสินค้านั้นโดยไม่ยุ่งยากอีกต่อไป

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

ปัญหาที่ทำให้โฆษณา Google AdWords ไม่ได้ผล

0

ก่อนอื่นเราต้องมารู้จัก Google Adwords กันก่อน

GoogleAdwords คือ ช่องทางซื้อพื้นที่โฆษณาออนไลน์ของ Googleที่เก็บค่าโฆษณาตามจำนวนครั้งที่ปรากฏจริงๆ โดยที่สามารถกำหนดได้ว่าโฆษณาจะนำไปแสดงที่ไหน, ใครบ้างที่จะเห็นโฆษณาของคุณบ้าง และกำหนดวิธีคิดค่าโฆษณาและงบประมาณในแต่ละวันได้ว่าไม่เกินเท่าไหร่โดยผ่านการเสิร์ช “คำค้นหา (Keywords)”ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าบริการ และให้เว็บไซต์ของคุณไปปรากฎบนอันดับต้นๆของหน้าแสดงผลการค้นหา เพื่อเพิ่มโอกาสในการ “คลิก”เข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของลูกค้า

แต่ก็มีผู้ประกอบการเกิดคำถามขึ้นว่า โฆษณา GoogleAdWords ที่ทำอยู่อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มจำนวนคนที่คลิกเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือช่วยเพิ่มยอดขายมากเท่าที่ตั้งเป้าเอาไว้ สิ่งที่ทำให้โฆษณา GoogleAdWords ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งเป้าไว้มีอะไรบ้าง

-ไม่เข้าใจความสำคัญของ Quality Score

Quality Score คือ คะแนนที่แสดงถึงคุณภาพของโฆษณา ซึ่งปัจจัยที่กำหนดคุณภาพจะถูกวัดจากความเกี่ยวข้องระหว่างโฆษณา (Ads) กับหน้า Landing Page และ Keyword ที่ผู้ลงโฆษณาได้ใช้เพื่อทำการโฆษณา โดย Quality Score จะแสดงเป็นค่าเป็นตัวเลขตั้งแต่ 1-10 ถ้าตัวเลขยิ่งเยอะยิ่งดี และระบบจะกำหนดคะแนนนี้ให้กับ Keyword ทุกๆ ตัวที่อยู่ใน Account โฆษณาของคุณ

สำหรับการทำโฆษณา Google AdWords สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ไม่ใช่โฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับ Quality Score ด้วย เพราะสิ่งนี้ คือ ตัวชี้วัดหลักที่สำคัญตัวหนึ่ง ที่ส่งผลต่ออันดับที่โฆษณาที่จะขึ้นแสดงบนหน้าผลการค้นหา

-ไม่ได้ทำ A/B Testing ให้กับโฆษณาของคุณ

เมื่อทำการสร้างข้อความบนคำโฆษณา คุณไม่มีทางทราบได้เลยว่า ข้อความใดที่จะตรงใจผู้บริโภคมากที่สุด ซึ่งอาจจะสามารถคาดเดาได้ แต่จะไม่รู้อย่างแน่ชัดได้ ถ้าไม่มีการทำ A/B Testing

การทำ A/B Testing หรือ Split Testing เป็นการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบว่าระหว่างรูปแบบแรก (Original) กับรูปแบบที่สอง (Variation) หรือมีรูปแบบมากกว่านั้น ว่ารูปแบบใดที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน โดยที่รูปแบบนั้นจะมีสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ยังถูกควบคุมตัวแปรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้เหมือนกันทั้งหมด เพื่อไม่ให้กระทบกับการทดสอบ A/B Testing

สำหรับการทำ A/B Testing แต่เดิมมักจะใช้ในการทดสอบเว็บไซต์ ว่านักออกแบบควรจัดวางหน้าเว็บในลักษณะใด ตกแต่งแบบใด จึงจะเหมาะสมกับเว็บไซต์นั้น รวมถึงจะทำอย่างไรให้ผู้ใช้งานสะดวกมากที่สุด แต่ในปัจจุบันการทำ A/B Testing ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับการทดสอบในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการทำโฆษณาออนไลน์ ที่สามารถวัดผลการทำโฆษณาได้อย่างแม่นยำ

-ไม่ได้วัดผลการโฆษณา

ถ้าหากคุณไม่ได้วัดผลโฆษณา ถึงแม้ว่าจะทุ่มเทงบประมาณมากแค่ไหน และสร้างสรรค์คำโฆษณาที่คิดว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายแล้ว แต่ก็จะไม่ทราบเลยว่าโฆษณาที่ได้ลงทุนไปนั้น ให้ผลตอบแทนกลับมามากน้อยเพียงใด หรือมีจุดใดที่ควรได้รับการปรับปรุงบ้าง

Image result for google adword

การจะวิเคราะห์ข้อมูล สิ่งสำคัญที่จะต้องมีก็คือ “สมมติฐาน” เพราะสมมติฐาน จะทำให้ทราบรายละเอียดว่า จะวางแผนโปรโมทธุรกิจด้วยวิธีใด และคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์อย่างไรจากวิธีการนั้น สำหรับการวัดผลโฆษณา Google AdWords ก็เช่นกัน

ปัจจัยที่ส่งผลให้การทำโฆษณา Google AdWords ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากการตลาดออนไลน์ นอกจากงบประมาณแล้ว ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องศึกษาวิธีการทำการตลาดให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วย รวมถึงศึกษาเครื่องมือการทำตลาด ที่มีการพัฒนาให้ตอบสนองกับผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา และยังต้องเรียนรู้และอัพเดทการตลาดใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะสังคมยุคออนไลน์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ผู้ขายควรศึกษาสิ่งต่างๆ ให้ดีก่อนทำการลงทุน หวังว่าปัจจัยที่นำมาให้ศึกษาพอจะเป็นแนวทางในการทำโฆษณา Google AdWords จะช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

Google Adwords เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Google Ads เริ่มวันนี้ เป็นต้นไป

0
Google Adwords เปลี่ยนชื่อเป็น  Google Ads โดยที่ Google Ads นี้จะแสดงประเภทโฆษณาต่างๆ ที่คุณสามารถทำได้บน Google ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาบนเว็บไซต์ Google เอง  โฆษณาบน Youtube, Google Maps หรือ Google Play และ Google Ads จะช่วยแนะนำประเภทเคมเปญใหม่ๆ ที่เพิ่มความสะดวกในการโฆษณาด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้ด้วยเครื่องของ Google Ads ไปใช้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งในการแถลงข่าวของ Dan Taylor, MD  แพลตฟอร์ม Google ได้กล่าวว่า “การตัดสินใจที่จะพัฒนาแบรนด์จะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้ลงโฆษณาและสร้างการทำงานด้านสื่อโฆษณาออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากแพลตฟอร์มปัจจุบันใช้งานยากและไม่เหมาะกับ User Interface” หรือสามารถพูดได้ว่าแบรนด์ใหม่ที่กล่าวมานั้น กำลังถูกจัดเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการเลือกแนวทางที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจนั้นๆ เพื่อช่วยให้ทุกธุรกิจสร้างโฆษณาที่มีคุณค่า น่าเชื่อถือและเหมาะสมกับผู้บริโภคช่องต่างๆ จากทุกอุปกรณ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น” เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
Fanpage : Aj Link ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net  ที่มา  : marketing

อยากให้ค่าคลิก Google ถูกสุดๆ ฟังทางนี้!

0
QualityScores3.png
ก่อนที่เราจะพูดเรื่องวิธีทำให้ค่าคลิกถูกนั้น อยากจะให้เราพิจารณา 2 ประเด็นต่อไปนี้กันก่อน
  1. นิยามของคำว่าค่าคลิก Google Adwords ถูก มีหลากหลายคำนิยาม
  2. ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อค่าคลิกโฆษณา Google
นิยามคำว่าถูกในที่นี้ อาจจะมีหลายแบบ ยกตัวอย่างเช่น
  • บางคนบอกว่า ค่าคลิก 50 บาท ถูกแล้ว
  • บางคนบอกว่า ค่าคลิก 50 บาท จ่ายเข้าไปได้ยังไง 20 บาท ถึงเรียกถูก
  • บางคนบอกว่า ค่าคลิก 20 บาท จ่ายเข้าได้ยังไง ต้อง 1 บาท ถึงจะถูก
  • บางคนบอกว่า 1 บาท ก็ยังเยอะไป ต้องกดให้เหลือ 70 สตางค์ต่อคลิกถึงจะถูก
จะเห็นว่า แต่ละคนกำหนดราคาค่าคลิกที่ตัวเองรับได้ในใจไม่เท่ากัน ซึ่งอันนี้แล้วแต่ประสบการณ์ ความรู้ และการวางแผนของแต่ละคน แต่สำหรับบทความนี้ เราจะนิยามคำว่าค่าคลิกถูก คือ “ค่าคลิกที่ถูกที่สุด สำหรับ Keyword นั้น ตราบเท่าที่เราจะทำได้ ณ ขณะนั้น และ ณ อันดับโฆษณานั้น” พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าเราต้องการอยู่อันดับ 3 ตอนนี้ นี่คือราคาค่าคลิกที่ถูกที่สุด ที่เราสามารถทำได้แล้ว ไม่มีทางที่จะทำได้ถูกกว่านี้ได้ด้วยตนเองแล้ว ยกเว้นปัจจัยภายนอกอื่นๆจะเปลี่ยนไป เช่น อัตราการแข่งขันต่ำลง อันนี้ก็เป็นที่มาของ ประเด็นที่ 2 ข้างต้น ก็คือ ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อค่าคลิกโฆษณาบน Google จากการวิเคราะห์ปัจจัยดังกล่าวมี 2 ปัจจัยด้วยกัน 1. ปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายนอก ก็ยกตัวอย่างเช่น อัตราการแข่งขัน หรือปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของ Margin ต่อ Order (คลิกเพื่ออ่านบทความ ทำไมค่าคลิก Google แพงจัง??) 2. ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายใน ที่ทำให้ค่าคลิก Google ถูกในทีนี้หมายถึง คุณภาพการทำโฆษณา ของเราเอง ซึ่งโดยปกติจะมีตัวชี้วัดที่ดูง่ายที่สุดนั่นก็คือ Quality Score หรือคะแนนคุณภาพโฆษณานั่นเอง Quality Score ใน Google Adwords นั้น จะมีคะแนน 10/10 “ถ้าเรายิ่งทำคะแนนได้สูง เราก็จะยิ่งจ่ายค่าคลิกถูกลงนั่นเอง!!” แล้วทำยังไง Quality Score จึงจะสูงล่ะ Quality Score ประกอบด้วยปัจจัยอะไรบ้าง? Quality Score ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ​ 3 อย่างด้วยกัน 1. Expected CTR (Click Through Rate) – ความหมายภาษาไทยของ CTR ก็คือ อัตราการคลิกผ่าน ยกตัวอย่างเช่น – ถ้ามีคนเห็นโฆษณาแบบ A 100 ครั้ง และมีคนคลิก 5 ครั้ง อย่างนี้ CTR = 5% – ถ้ามีคนเห็นโฆษณาแบบ B 100 ครั้ง และมีคนคลิก 15 ครั้ง อย่างนี้ CTR = 15% ซึ่ง CTR จะเป็นตัวชี้วัดว่า โฆษณาแบบ A หรือแบบ B ที่มีคนสนใจคลิกมากกว่ากัน ซึ่งถ้าเราทำให้ CTR ยิ่งสูงได้ Google ก็จะยิ่งปลื้ม เพราะมองว่าคุณทำโฆษณาเก่ง ทำให้คนค้นหา Happy ค้นหาแล้วโฆษณาตรงใจ และ Google ก็ได้ค่าคลิกมากขึ้นด้วย ดังนั้น Google ก็จะตอบแทนคุณด้วยการให้ Quality Score คุณสูงขึ้น และตามมาด้วยค่าคลิกที่ถูกลงนั่นเอง!! make sense ใช่หรือเปล่า?? ซึ่งวิธีจะทำให้ CTR สูงขึ้นนั้น หลักๆแล้วมี 2 วิธีด้วยกัน 1. เลือก Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจง หรือไม่กว้างจนเกินไป จะทำให้ CTR สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ เช่น คำว่า คอนโด กับคำว่า คอนโด ติดรถไฟฟ้า คำหลังย่อมจะมี CTR สูงกว่า เพราะคนค้นหารู้ตัวว่ากำลังค้นหาอะไรกันแน่ 2. เขียนข้อความโฆษณา ให้น่าสนใจ และตรงสิ่งที่คนกำลังค้นหา เช่น ถ้าคนกำลังค้นหาคำว่า คอนโด กรุงเทพ ก็อย่าได้เอาโฆษณา คอนโด ภูเก็ต ขึ้นมาแสดงผลเด็ดขาด! หรือเขียนโปรโมชั่น หรือข้อความให้น่าดึงดูดก็ช่วยให้ CTR ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน 2. Relevancy คือความสัมพันธ์กันของโฆษณา หัวใจของ Search Engine นั้น มีเพียงข้อเดียวก็คือ “Search อะไร แล้วต้องเจอสิ่งที่ต้องการ และมีคุณภาพ” ดังนั้น Google จะให้ credit กับคนที่ทำโฆษณาได้ตรงสิ่งที่ลูกค้าต้องการ หลักการนี้ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่เรามักจะเจอผู้ลงโฆษณาหลายคนมองข้าม ยกตัวอย่างเช่น – search keyword ทัวร์เกาหลี 5 วัน >> เจอโฆษณาทัวร์เกาหลี (กี่วันไม่ระบุ) >> แต่พอคลิกไปดันไปหน้าเว็บที่เป็นทัวร์พม่า หรือหลายโฆษณาก็ไม่ได้นำทัวร์เกาหลีขึ้นมาไว้ด้านบนของหน้า landing page ที่โฆษณาไปหาหน้าแรก จึงทำให้ลูกค้าหาสิ่งที่ต้องการยาก ดังนั้น โฆษณาแบบนี้จะได้ Quality Score ต่ำ และโดน Google ทำโทษด้วยการให้จ่ายค่าคลิกแพงๆ เพราะถือว่าทำให้คนค้นหาของ Google ปวดหัว เสียชื่อ Google หมด!! ดังนั้นเราควรจะทำให้ keyword, ข้อความโฆษณา และ landing page สัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน 3. Landing page experience ตรงนี้พูดง่ายๆก็คือ คุณภาพของตัวหน้าเว็บไซต์ และความน่าเชื่อถือนั่นเอง คุณภาพในทีนี้ก็หมายถึง เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว ไม่มีไวรัส มัลแวร์ และต้อง support มือถือเป็นต้น สำหรับในประเทศไทย จะมีเว็บสำเร็จรูปชื่อดังหลายๆยี่ห้อ ที่ทำตรงส่วนนี้ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งถ้าเราเห็นว่าคะแนนในส่วน Landing page experience ต่ำ แล้วเราใช้เว็บสำเร็จรูปอยู่ละก็ ลองพิจารณาเปลี่ยนเว็บไซต์”อย่างรอบคอบ” โดยดูว่าระยะยาว ถ้าคลิกเราถูกขึ้นอีก ประมาณ 2-5 เท่า เมื่อเทียบกับปัจจุบัน มันคุ้มที่จะเปลี่ยนหรือเปล่า ซึ่งบางคนอาจจะตอบว่าคุ้ม บางคนอาจจะตอบว่าไม่คุ้ม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเว็บ ย้ายเว็บ มักจะมีผลข้างเคียงที่เราอาจนึกไม่ถึงเกิดขึ้น เช่น อันดับ SEO ร่วง หรืออะไรพวกนี้ ต้องระวังให้มากๆ(ด้วยความปราถนาดี ^^) ถ้าเราทำ 3 ข้อนี้ได้สมบูรณ์ ได้ Quality Score 10/10 เพียงเท่านี้ ค่าคลิกของเราก็จะมีราคาถูกมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากคุณทำทุกอย่างแล้ว Quality Score ไม่ได้เต็ม 10 ก็อย่าได้ซีเรียสมากเกินไป เพราะบางครั้งก็มีปัจจัยที่เราไม่ทราบว่าจะควบคุม Google ได้อย่างไรอยู่บ้าง  (เพราะ Google มีทีมวิศวกรคอยอัพเดตทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา) แต่อย่างน้อยๆถ้าเราทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว คะแนน Quality Scoreไม่ควรจะต่ำกว่า 7/10

ฝากทิ้งท้ายด้วยวิธีการ Check Quality Score ใน account ทำได้ในภาพ

QualityScores3.png เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
Fanpage : Aj Link ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net  ที่มา : th.advertisercommunity

Google เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Google Ads

0

Google ให้ข้อมูลว่า เราได้เปิดตัว AdWords มาเกือบ 18 ปีแล้วโดยมีเป้าหมายง่ายๆเพื่อให้ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกับธุรกิจได้ง่ายขึ้น การค้นหาเครื่องเขียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอุปกรณ์ที่ใช้ quilting หรือบริการเช่นผู้สร้าง Treehouse ทำให้เรามีโอกาสในการแสดงโฆษณาที่มีคุณค่าซึ่งเป็นประโยชน์และมีความเกี่ยวข้องในขณะนี้ แนวคิดดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์โฆษณาแรกของเราและนำไปสู่ธุรกิจโฆษณาที่เรามีในปัจจุบัน

ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มือถือเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวันของเรา ผู้คนอย่างรวดเร็วเปลี่ยนจากการค้นหาผลิตภัณฑ์การดูวิดีโอเรียกดูเนื้อหาเล่นเกมและอื่น ๆ เป็นผลให้นักการตลาดมีโอกาสมากขึ้นในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางหน้าจอและรูปแบบต่างๆ การโฆษณาบน Google มีวิวัฒนาการมาจากการช่วยนักการตลาดเชื่อมต่อกับผู้คนใน Google Search เพื่อช่วยให้พวกเขาเชื่อมต่อกันในทุกขั้นตอนของการเดินทางของผู้บริโภค เนื่องจากโอกาสในการดึงดูดผู้บริโภคเติบโตขึ้นและซับซ้อนมากขึ้นเราจึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของเราง่ายขึ้นสำหรับผู้ลงโฆษณาและผู้เผยแพร่โฆษณาทุกขนาดเพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกช่อง

Google AdWords กำลังกลายเป็น Google Ads
แบรนด์ Google Ads ใหม่แสดงถึงความสามารถในการโฆษณาทั้งหมดที่เรานำเสนอในปัจจุบันบน Google.com และทั่วทั้งคุณสมบัติไซต์พันธมิตรและแอพพลิเคชั่นอื่น ๆ ของเราเพื่อช่วยนักการตลาดเชื่อมต่อกับพันล้านคนในการค้นหาคำตอบใน Search การดูวิดีโอบน YouTube, สำรวจสถานที่ใหม่ ๆ บน Google แผนที่การค้นพบแอปบน Google Play การเรียกดูเนื้อหาในเว็บและอื่น ๆ

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net 

ที่มา: กูเกิล

เทคนิคการทำ SEO ให้เว็บติดอันดับ แนะนำโดย Google

0
หากใครกำลังมองหาเทคนิคที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับ เรามาดูเทคนิคที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้กันดีกว่า Blog Alexa แนะนำการทำ SEO .โดยใช้เทคนิคหมวกขาว (white hat )ให้ประสบความสำเร็จในด้าน Infographic โดยมีเทคนิคดังนี้ เทคนิคที่ 1 ใช้คำที่ตรงกับความต้องการเนื้อหา (Keywords) เทคนิคที่ 2 เน้นเนื้อหาที่เจาะจงการค้นหาสำหรับผู้ใช้ (Match content) เทคนิคที่ 3 ให้ความเชื่อมั่นแก่ Google ในเนื้อหาของคุณ  (Give Google confidence in your content) เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
Fanpage : Aj Link ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net  ที่มา : blog.red-website-design.co.uk

Follow us

20,193แฟนคลับชอบ
2,249ผู้ติดตามติดตาม
14,700สมาชิกติดตาม @AjLink

Latest news

error: Content is protected !!