fbpx

Colonel Harland David Sanders ตำนานผู้ก่อตั้งร้านไก่ทอด KFC

0

Colonel Harland David Sanders หรือผู้พันแซนเดอร์ส เป็นผู้ประกอบการชาวอเมริกันที่ก่อตั้งไก่ทอด KFC ในรัฐเคนตักกี้ (Kentucky Fried Chicken) ซึ่งร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ขึ้นชื่อเรื่องไก่ทอดไปทั่วโลกเรื่องราวชีวิตเกี่ยวกับการทดลอง ความล้มเหลวสู่การประสบความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม

Harland David Sanders หรือที่เราเรียกกันว่า “ผู้พันแซนเดอร์ส” เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน ปี 1890 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐ Indiana เมือง Henryville เป็นบุตรชายคนแรกของ Wilbur David Sanders และ Margaret Ann Sanders โดยมีน้องชายชื่อ Clarence Saunders และน้องสาวชื่อ Catherine Sanders ผู้พันแซนเดอร์สเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน พ่อของเขาทำงานพาร์ทไทม์ทั่วไปในเฮนรีวิลล์ ส่วนแม่ของเขาไม่ได้ทำงาน เพราะต้องทำหน้าที่เป็นแม่บ้านคอยดูแลลูก ๆ ทั้ง 3 คน ต่อมาเมื่อผู้พันแซนเดอร์สอายุได้เพียง 6 ขวบ พ่อของเขาได้เสียชีวิตลงด้วยอาการเป็นไข้ ทำให้แม่ของเขาต้องออกไปรับจ้างเป็นคนปอกมะเขือเทศในโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง รวมไปถึงตอนกลางคืนก็ยังต้องรับจ้างเย็บผ้าด้วย ผู้พันแซนเดอร์สจึงต้องทำหน้าที่คอยเลี้ยงดูน้องอีก 2 คนอยู่ที่บ้าน หนึ่งในหน้าที่นั้นคือ การอาหารให้กับน้อง ๆ ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นพ่อครัวในวัยเด็กของเขา แต่รายได้ก็ยังคงไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายภายในบ้าน จนเมื่อผู้พันแซนเดอร์สอายุได้ 10 ขวบเขาเริ่มงานมากมาย เขารับจ้างทำงานที่ฟาร์มข้าง ๆ บ้าน เป็นคนขายประกันและพนักงานดับเพลิง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของแม่อีกแรง และตอนนั้นเขาเองก็ตัดสินใจที่จะลาออกจากโรงเรียนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ซึ่งเขาเรียนถึงแค่ชั้นประถม 7 เท่านั้น ด้วยความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ทำให้แม่ของเขาจึงตัดสินใจแต่งงานใหม่กับเจ้าของฟาร์ม โดยตอนนั้นผู้พันแซนเดอร์สมีอายุได้เพียง 12 ปี พ่อเลี้ยงคนใหม่ของเขาชอบใช้กำลังและทำร้ายร่างกายจนผู้พันแซนเดอร์สทนไม่ไหว เขาจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปอยู่ที่เมือง Clark County และได้ทำงานที่ไร่แห่งหนึ่ง โดยได้ค่าแรงเดือนละ 15 ดอลล่าร์ เขาอยู่ที่นี่จนอายุได้ 15 ปี และตอนอายุ 16 ปี เขาก็ได้เปลี่ยนอาชีพไปเป็นกรรมกรก่อสร้างถนน ต่อมาทางกองทัพสหรัฐอเมริการับสมัครทหารเกณฑ์ เขาก็ได้ปลอมแปลงเอกสารของตนเองเนื่องจากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ เพื่อจะเข้าไปเป็นทหารในกองทัพสหรัฐฯ จนได้ไปประจำการอยู่ที่คิวบา เป็นเวลา 1 ปี

หลังจากที่เขาปลดประจำการจากกองทัพ ในปี ค.ศ. 1908 เมื่อผู้พันแซนเดอร์สอายุได้ 18 ปี เขาหวังจะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวใหม่ เขาได้แต่งงานกับ Josephine King และมีลูกด้วยกันสามคน คนแรกเขามีลูกชายชื่อ  Harland Jr. เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยและลูกสาวอีก 2 คน คือ Mildred Sanders และ Margaret Sanders ในระหว่างที่เขาได้เปลี่ยนงานหลายต่อหลายงาน ไม่ว่าจะเป็น คนขายประกันชีวิต ขับเรือกลไฟ เป็นเลขาของหอการค้าโคคัมบัส ซึ่งในระหว่างที่เขาทำงานที่หอการค้าโคคัมบัส เขาได้พบกับนักประดิษฐ์ตะเกียงที่ใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติได้ ผู้พันแซนเดอร์สจึงตัดสินใจซื้อสิทธิบัตรและเปิดบริษัทผลิตตะเกียง แต่หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลก็มีโครงการขยายไฟฟ้าสู่ชุมชน ทำให้ตะเกียงของเขากลายเป็นสินค้าที่ที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป ต่อมาผู้พันแซนเดอร์สมีโอกาสได้เรียนเกี่ยวกับกฎหมาย โดยเรียนหลักสูตรทางไกลกับ Southern University จนในช่วงปี 1915 เขาสามารถประกอบอาชีพในการพิจารณาคดีที่ศาลได้ แต่อาชีพนี้ก็ต้องยุติลงเมื่อเขาทะเลาะวิวาทในศาลกับลูกความ และเขาตัดสินใจที่จะจบสายอาชีพนี้ในช่วงปี 1920

ผ่านมาหลายปี เมื่อเขาอายุ 40 ปี หลังจากที่ได้สะสมเงินเก็บมาหลายปี เขาได้ตัดสินใจนำเงินก้อนนั้นไปซื้อสถานีบริการโมเต็ลและร้านกาแฟที่เมือง Corbin รัฐ Kentucky และเขาได้เปิดร้านขายอาหารให้แก่คนที่เดินทางผ่านเส้นทางนั้น และด้วยความที่อาหารที่เขาทำมันมีรสชาติที่อร่อย จนเกิดการบอกปากต่อปากกัน ทำให้เริ่มมีคนแวะเข้ามาสั่งอาหารเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาตัดสินใจที่จะย้ายไปเปิดร้านอาหารที่โรงแรมฝั่งตรงข้าม และมีพื้นที่รองรับลูกค้าได้มากกว่าร้อยที่นั่ง ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักอย่างหนาหูกันในชื่อว่า “ไก่ทอดเคนทักกี้ของ Harland Sanders ” (Kentucky Fried Chicken of Harland Sanders) ในปี 1930 นักวิจารณ์อาหารชื่อดังอย่าง Duncan Hines ยกให้ร้านของผู้พันแซนเดอร์สเป็น Adventure in Good Eating ทำให้ร้านอาหารของเขาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย จนกระทั่งในปี 1935 ผู้ว่ารัฐเคนทักกีที่ชื่อ Ruby Laffoon ก็ได้แต่งตั้งให้ผู้พันแซนเดอร์ส เป็น “Kentucky Colonel” หรือ “ผู้พันแห่งเคนทักกี” โดยตำแหน่งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับตำแหน่งทางการทหาร แต่ให้เพื่อสดุดีสำหรับคนที่สร้างคุณงามความดีและทำประโยชน์ให้กับรัฐเคนทักกี ในปี 1939 ผู้พันแซนเดอร์สก็ได้คิดค้นวิธีการทอดไก่ให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาทอดไก่กว่าครึ่งชั่วโมง ให้เหลือเพียงแค่ 9 นาที ด้วยวิธีการนำกระทะทอดแบบแรงดันเข้ามา ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ในยุคนั้น

ในปี 1947 เขาได้หย่าร้างกับ Josephine King ภรรยาของเขาพาลูก ๆ กลับไปที่บ้านพ่อแม่ของเธอ แล้วได้แต่งงานใหม่ในปี 1949 กับ Claudia Ledington ซึ่งเป็นเลขาในร้านของเขาเอง ต่อมาในปี 1950 ตอนที่ผู้พันแซนเดอร์สอายุได้ 60 ปี เขาก็ได้รับตำแหน่งผู้พันอีกครั้งจากรองผู้ว่าการรัฐเคนทักกีที่ชื่อ Lawrence Weatherby และในคราวนี้ผู้พันแซนเดอร์สก็ได้เริ่มต้นสร้าง Personal Branding ด้วยการแทนตัวเองว่าผู้พัน และแต่งชุดสูทสีขาวและผูกไทร์สีดำแบบ String tie ที่มีเอกลักษณ์การแต่งตัวแบบผู้ดีชาวอเมริกาทางตอนใต้ และไว้หนวดเคราสีขาว พร้อมกับถือไม้เท้า โดยกลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์นับตั้งแต่นั้นมา

จนกระทั่งในปี 1956 มีการสร้างถนนตัดใหม่ ทำให้ลูกค้าไม่ค่อยใช้ถนนเส้นที่ผ่านร้านของเขาตั้งอยู่ ทำให้ยอดขายลดลงและเริ่มเป็นหนี้ จนกระทั่งต้องขายร้านเพื่อปลดหนี้สิน ในวัย 65 ปีเขาเกือบจะกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ผู้พันแซนเดอร์สในวัย 66 ปี อยู่ได้ด้วยเงินช่วยเหลือจากสวัสดิการสังคมที่จ่ายให้เดือนละ 105 ดอลล่าร์ เขาคิดที่จะจบชีวิตของตัวเองลง พร้อมกับเขียนจดหมายลาตาย ในระหว่างที่เขียนจดหมายนี้ เขาคิดขึ้นมาได้ว่าเขายังไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิตเลยสักอย่าง และมันทำให้เขาลุกขึ้นสู้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่ว่าในช่วงชีวิตที่เหลือจะต้องประสบความสำเร็จให้จงได้ ต่อมาเขาเดินทางไปขายสูตรไก่ทอดทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วนำอุปกรณ์การทำอาหาร เช่น หม้อแรงดันสูง และสูตรไก่ทอด เพื่อสาธิตวิธีการทอดไก่และขายสูตร โดยคิดค่าแฟรนไชส์จำนวน 5 เซ็นต์ ในไก่ทอดทุก ๆ ชิ้น จนกระทั่งในปี 1960 ผู้พันแซนเดอร์สในวัย 70 ปี มีร้านแฟรนไชส์กว่า 400 ร้าน ทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยในปี 1963 มีรายงานว่า เขาสามารถทำกำไรได้กว่า 300,000 ดอลล่าร์ฯ จนกระทั่งในวันที่ 6 มกราคม ปี 1964 ผู้พันแซนเดอร์สในวัย 74 ปี เขาได้ตัดสินใจขายกิจการ Kentucky Fried Chicken ในประเทศสหรัฐอเมริกา ให้กับ John Y. Brown Jr. และ Jack Massey ที่เป็นนักธุรกิจในเคนทักกี เป็นจำนวนเงิน 2 ล้านดอลล่าร์ฯ และได้รับเงินรายปีอีกประมาณปีละ 250,000 ดอลล่าร์ ผู้พันแซนเดอร์สได้รับเกียรติให้เป็นโลโก้ของแบรนด์ Kentucky Fried Chicken ทุกครั้งที่มีการประชาสัมพันธ์แบรนด์ ผู้พันแซนเดอร์สก็จะทำหน้าที่ปรากฏตัวในสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเอง

บริษัท Kentucky Fried Chicken ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว จนในปี 1969 ก็ได้เข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชน โดยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น New York หลังจากนั้นไม่นานสุขภาพของผู้พันก็แย่ลงเรื่อย ๆ จนตรวจพบว่า เขาได้เป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาวอย่างเฉียบพลัน (acute leukemia) ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนและเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมในโรงพยาบาลที่เมือง Louisville รัฐ Kentucky เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1980 ในวัย 90 ปี  โดยได้นำร่างของผู้พันไปฝังไว้ที่สุสานที่ Cave Hill Cemetery ใน Kentucky ในปี 1986 บริษัท Kentucky Fried chicken ก็ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Pepsi Co. เข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่ากว่า 840 ล้านดอลล่าร์ และในปี 1991 ก็เปลี่ยนชื่อเป็น KFC ซึ่งเป็นอักษรย่อจากชื่อเต็มแทน และต่อมาในปี 2002 KFC ก็ได้เข้าไปอยู่ในการบริหารของ Yum! Brands ซึ่งมีบริษัทฟาสต์ฟู้ดอย่าง Pizza Hut, Taco Bell ที่ Pepsi Co. ได้เข้าซื้อกิจการไปเช่นกัน

– Colonel Harland David Sanders – กล่าวเอาไว้ว่า

“ความล้มเหลวเป็นเพียงอีกรสชาติหนึ่งของชีวิต และสิ่งที่อยู่ระหว่างทาง ความสำเร็จต่างหากคือ เป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ต่อให้ล้มเป็นพันครั้ง ขอเพียงมีความมุ่งมั่น ความสำเร็จ ก็อยู่ไม่ไกล”

“มันไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่คุณจะกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในสุสาน เพราะคุณไม่สามารถทำธุรกิจอะไรได้ในสุสานนั้น”

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

ที่มา :astrumpeople, biography

รูปภาพ : kilasdaerah.kompas

Jan Koum ผู้ก่อตั้ง WhatsApp สู่มหาเศรษฐีพันล้านเหรียญสหรัฐฯ

0

Jan Koum ผู้ร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชันส่งข้อความผ่านมือถือ WhatsApp เด็กหนุ่มที่อพยพจากบ้านเกิด เพื่อหลีกหนีปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในประเทศยูเครนไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในสหรัฐอเมริกา รับจ้างทำความสะอาดร้านชำและรับแสตมป์อาหาร ที่รัฐแจกให้แก่ครอบครัวที่ยากจนมากเพื่อนำไปซื้ออาหาร และยังเรียนไม่จบจากมหาวิทยาลัย วันหนึ่ง Jan Koum กลายเป็นนักธุรกิจหนุ่ม โดยเป็นเจ้าของแอพพลิเคชั่นชื่อดังที่หลายคนรู้จัก “ WhatsApp ” ที่ถูก Facebook เข้าซื้อกิจการไปในปี 2014 ด้วยมูลค่ากว่า 19 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) ทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีในทันที ในปี 2019 นี้เขามีทรัพย์สินอยู่ที่ 9.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท

Jan Koum เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี 1976 ที่ประเทศยูเครน ในเมืองหลวง Kiev ต่อมาได้อาศัยอยู่ในเมือง Fastiv เขาเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัวและได้รับเชื้อสายยิวที่สืบทอดมาจากพ่อและแม่ของเขาโดยตรง โดยพ่อของเขามีอาชีพเป็นผู้จัดการโครงการฝ่ายก่อสร้าง และแม่มีอาชีพเป็นแม่บ้าน ชีวิตในวัยเด็กของ Jan Koum เล่าถึงความลำบากในวัยเด็กว่า ภายในโรงเรียนไม่มีแม้กระทั่งห้องน้ำ ทำให้เด็ก ๆ ในโรงเรียนต้องเดินข้ามลานจอดรถเพื่อไปใช้ห้องน้ำอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสภาพอากาศของยูเครนในช่วงหน้าหนาวนั้นมีอุณหภูมิที่ต่ำลงกว่า -20 องศาเซลเซียส ต้องเลือกระหว่างจะยอมอั้นเอาไว้หรือยอมฝ่าอากาศที่หนาวเหน็บเพื่อไปเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้ ครอบครัวของเขายังได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบทางการเมือง มีการต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรง และไม่มีความเป็นส่วนตัวในการติดต่อสื่อสารเพราะมักจะถูกดักฟังทางโทรศัพท์จากรัฐบาลที่เข้มงวดกับกลุ่มชาวยิว ครอบครัวของ Jan Koum จึงวางแผนที่จะอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนที่เขาอายุได้เพียง 16 ปี แม่และยายพาเขาอพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่พ่อของเขาตั้งใจจะเดินทางตามมาแต่พ่อของเขาก็ได้เสียชีวิตลงในยูเครนก่อนจะได้เดินทางตามครอบครัวมาสหรัฐอเมริกา

หลังจากที่เขาได้เดินทางอพยพมายังสหรัฐอเมริกา เขาต้องอาศัยอยู่ในประเทศที่ไม่คุ้นเคย แม่ของเขาได้พามาอาศัยอยู่ที่เมือง Mountain View ในรัฐ California ในอพาร์ทเมนต์สองห้องนอนขนาดเล็กซึ่งจัดหาโดยรัฐบาลจัดสรรให้ ในช่วงแรกนั้น ครอบครัวของพวกเขาอยู่ได้ด้วยเงินสวัสดิการและแสตมป์อาหารที่ต้องต่อคิวที่สำนักงานเทศบาล ซึ่งเป็นสถานที่แลกสแตมป์อาหารสำหรับผู้ยากไร้ ต่อมาแม่ของเขาป่วยเป็นโรคมะเร็ง ไม่สามารถทำงานได้ ทั้งคู่ประทังชีพด้วยเบี้ยเลี้ยงจากรัฐบาล จนกระทั่งแม่ของเขากได้เสียชีวิตลงในปี 2000 หลังจากที่ Jan Koum อพยพมาได้สักพัก เขาก็ต้องฝึกฝนการใช้ภาษาอังกฤษอย่างหนัก เพื่อที่จะสามารถเอาตัวรอดอเมริกาได้ โดยเขาได้เริ่มเข้าเรียนระดับไฮลสคูลที่ Mountain View High School และจบการศึกษาในปี 1995 Jan Koum ในวัย 18 ปี เขามีความสนใจด้านการเขียนโปรแกรมเป็นพิเศษ ซึ่งเขาเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการซื้อหนังสือจากร้านขายหนังสือมือสองและนำไปขายคืนเมื่ออ่านจนจบแล้ว ต่อมาในปี 1996 Jan Koum สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย San Jose State University ซึ่งในระหว่างที่เรียน เขาได้รับจ้างทำงานในช่วงกลางคืนจากบริษัท Ernst & Young ในตำแหน่งผู้ทดสอบความปลอดภัย (Security Tester) และเขาก็ยังได้เข้าร่วมกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เรียกตัวเองว่า w00w00 ซึ่งทำให้พบกับ Shawn Fanning ที่กลายมาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Napster โปรแกรมสตรีมมิ่งและแชร์เพลงชื่อดังในช่วงปี 1990 – 2002 ต่อมา Jan Koum ก็ได้พบกับ Brian Acton ซึ่งเป็นพนักงานที่ทำงานให้กับ Yahoo รับผิดชอบในส่วนของเรื่องโฆษณา จึงได้ชักชวน Jan Koum ให้มาทำงานด้วยกัน Jan Koum เข้ามาทำงานที่ Yahoo ในตำแหน่ง Infrastructure Engineer (วิศวกรโครงสร้างพื้นฐาน) โดยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ Yahoo ถูกกลุ่มวัยรุ่นแคนาดาทำการโจมตีเว็บไซต์ในรูปแบบ Massive denial-of-service attack ซึ่งเป็นวิธีการโจมตีที่ใช้วิธีส่งข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลเข้าไปที่เว็บเป้าหมายเพื่อทำให้การรับ-ส่งข้อมูล จนเกิดคอขวดและทำให้เว็บไซต์ล่มไม่สามารถใช้งานได้ Jan Koum จึงได้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ในกลุ่มแฮกเกอร์ w00w00 นี้ทำให้ Yahoo สามารถผ่านพ้นปัญหาในช่วงที่เว็บไซต์ล่มไปได้ และทุกครั้งที่ Yahoo เกิดปัญหาหัวหน้าของเขาก็มักจะติดต่อให้ Jan Koum รีบเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ ซึ่งในระหว่างนั้นเขาก็ยังเรียนอยู่ จนทำให้เขาจึงต้องตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน แล้วไปทำงานแบบ Full-Time ที่ Yahoo ตั้งแต่ปี 1997 เป็นเวลากว่า 9 ปี จนกระทั่งในปี 2007 ทั้ง Jan Koum และ Brian Acton ก็ได้ตัดสินใจลาออกจาก Yahoo พร้อมกัน เนื่องจากเริ่มเบื่อหน่ายกับการทำงาน หลังจากที่ทั้งคู่ได้ลาออกจาก Yahoo พวกเขาก็ใช้เวลาไปกับการเดินทางไปทั่วอเมริกาใต้เป็นเวลากว่าหนึ่งปีเต็ม และเมื่อกลับมายังสหรัฐอเมริกาพวกเขาก็เริ่มต้นมาสมัครงานใหม่ที่ Facebook แต่ถูกปฏิเสธ

ต่อมาในเดือนมกราคม ปี 2009 Jan Koum มีโอกาสได้ซื้อ iPhone มาเครื่องหนึ่งและเข้าไปยัง App store เขาก็ตระหนักได้ถึงศักยภาพของตลาดแอพพลิเคชันที่กำลังจะกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเติบโตและกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาล Jan Koum ที่เห็นโอกาสทางธุรกิจนั้น จึงได้เขาไปปรึกษากับเพื่อนชาวรัสเซียที่ชื่อ Alex Fishman โดยใช้เวลาปรึกษากันอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า Jan Koum ก็ได้ไอเดียว่า บน iPhone มีสมุดบันทึกรายชื่อ เบอร์โทรของเพื่อน ๆ และคนที่รู้จัก ซึ่งทำให้เขาคิดว่า อยากจะสร้างแอพฯ ที่สามารถโพสต์สเตตัสของตนเองและคนอื่นก็สามารถเห็นสเตตัสนั้นได้ Alex Fishman จึงได้แนะนำให้รู้จักกับนักพัฒนาแอพที่ชื่อ Igor Solomennikov ซึ่งกลายมาเป็น iOS Engineer คนแรกของ WhatsApp โดยที่มาของชื่อ WhatsApp นั้นมาจากการออกเสียงที่คล้ายกับคำว่า What’s up ในภาษาอังกฤษ ที่ชาวอเมริกันใช้ในการทักทายกัน จดทะเบียนบริษัทในชื่อ WhatsApp Inc. โดย Jan Koum เลือกที่จะจดบริษัทในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2009 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเขาวัย 33 ปีพอดี ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2009 แอพพลิเคชั่น WhatsApp 1.0 ก็ถูกปล่อยออกไปแต่มันก็ยังทำงานได้ไม่ค่อยดีนัก เพราะหลังจากติดตั้งแอพฯ ลงบนมือถือแล้ว แอพก็มักจะล่มอยู่บ่อย ๆ กว่าจะพัฒนาให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบก็ใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2009 เมื่อ Apple เปิดตัวการใช้งานแบบ push notification โดยอนุญาตให้นักพัฒนาแอพฯ สามารถส่งข้อความไปยังผู้ใช้งานได้ แม้ในขณะที่ผู้ใช้ไม่ได้เปิดโปรแกรมเอาไว้อยู่ Jan Koum ก็ได้นำฟีเจอร์นี้มาปรับใช้กับ WhatsApp เมื่อเพื่อนอัพเดท Status ก็ให้แจ้งเตือนไปยังเพื่อน ๆ ที่มีอยู่ในรายชื่อด้วย ต่อมา Alex Fishman ได้ลองทดสอบแอพฯ ด้วยการอัพเดท Status ว่า Hey! What’s up ก็มีเพื่อนของเขาตอบกลับมาประมาณว่า I’m Fine ซึ่ง Alex Fishman จึงบอกกับ Jan Koum ว่ามันเหมือนแอพฯ ที่เอาไว้แชทเลย จากแอพฯ WhatsApp เป็นแอพฯ ที่มีไว้อัพเดท Status ทำให้พวกเขากำลังสร้างแอพฯ Instant Messenger หรือแอพฯ ที่สามารถแขทขึ้นมาได้ WhatsApp มันสามารถส่งข้อความอัพเดทหาผู้ใช้ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันได้ และในที่สุด WhatsApp ก็สามารถใช้ส่งข้อความโต้ตอบหากันแบบทันที ซึ่ง Jan Koum กล่าวว่า “ความสามารถในการเข้าถึงใครสักคนที่อยู่ห่างกันครึ่งโลกผ่านอุปกรณ์ที่อยู่กับตัวตลอดเวลาได้ในทันทีนั้นเป็นเรื่องที่ทรงพลังอย่างมาก” WhatsApp สามารถเข้าสู่ระบบเพียงแค่ใช้หมายเลขโทรศัพท์ โดยที่ไม่มีการเก็บข้อมูลของผู้ใช้ ทำให้หลังจากที่เปิดตัว WhatsApp ในเวอร์ชั่น 2.0 นี้ออกไป ก็กลายเป็นว่า มีผู้คนเข้ามาดาวน์โหลดแอพฯ สูงถึง 250,000 คนแทบจะในทันที เพราะแอพฯ นี้มันสามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาให้กับผู้คนที่ต้องการส่งข้อความหากันทั่วโลก ที่ไม่ต้องการเสียค่าบริการ SMS เพียงแค่มีอินเตอร์เน็ตก็สามารถเชื่อมต่อและส่งข้อความได้ฟรี ไม่จำกัดจำนวนทั่วโลกได้ ในช่วงเดือนตุลาคม 2009 เขาจึงไปชักชวน Brian Acton เข้ามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งในขณะนั้น Brian Acton ก็ยังคงว่างงานอยู่ Brian Acton สามารถชักชวนเพื่อนร่วมงานที่เคยทำงานด้วยกันที่ Yahoo จำนวน 5 คน มาร่วมลงขันรวมแล้วได้เงินตั้งต้นกว่า 250,000 เหรียญฯ (ประมาณ 8 ล้านบาท) Jan Koum จึงให้เครดิตกับ Bian Acton ว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง WhatsApp โดยทั้งคู่ถือหุ้นรวมแล้วกว่า 60% โดยมี Jan Koum เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด

ในช่วงแรก WhatsApp ไม่มีรายได้เข้ามาเลย มีแต่รายจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของการส่งข้อความยืนยันตัวตนที่ต้องส่งให้กับผู้ใช้งานที่ใช้เบอร์มือถือในการลงทะเบียนใช้งานครั้งแรก ทำให้ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2009 พวกเขาได้ลองเปลี่ยนจากการให้ดาวน์โหลดแอพได้ฟรี มาลองเป็นการเก็บค่าดาวน์โหลดดูบ้าง โดยเก็บเงินค่าดาวน์โหลดอยู่ที่คนละ 0.99 เหรียญฯ ทำให้ยอดดาวน์โหลดจากเดิมที่เฉลี่ยวันละ 10,000 คน ลดลงมาเหลือวันละ 1,000 คนเท่านั้น แต่พวกเขาก็แก้เกมด้วยการปล่อยฟีเจอร์ที่สามารถส่งรูปภาพฟรีหากันได้ จึงทำให้ผู้ใช้งานค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ แม้ว่าจะเก็บค่าดาวน์โหลดดก็ตาม จึงทำให้ WhatsApp นั้นมีรายได้ที่เพียงพอและครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนในช่วงต้นปี 2011 WhatsApp ก็กลายเป็นแอพฯ ที่ติดอันดับ Top 20 ของ App Store ในอเมริกาที่มีคนดาวน์โหลดสูงที่สุด พวกเขาจึงเริ่มมองหาแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนรายใหม่ ๆ โดยมีข้อแม้ว่าการหารายได้จากแอพฯ จะต้องไม่มาจากโฆษณา เกมส์และไม่แฝงลูกเล่นใด ๆ กับผู้ใช้งาน ต่อมาก็มีนักลงทุนจากบริษัท Sequoia เป็นบริษัทที่มักจะลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดย Jim Goetz ได้เสนอตัวเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้ฟรีเป็นเวลา 8 เดือน โดยเขาสัญญาว่า จะไม่หารายได้จากการโฆษณา Jim Goetz คิดว่ามีสตาร์ทอัพน้อยรายมากที่เติบโตได้ขนาดนี้ และยังไม่ขาดทุนอีกต่างหาก WhatsApp จึงได้ตกลงรับเงินทุนจาก Sequoia เพราะเห็นว่า มีแนวทางและวิสัยทัศน์ที่ไปด้วยกันได้ ต่อมาเพียง 2 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2013 WhatsApp ก็ได้เติบโตมากยิ่งขึ้น โดยมีผู้ใช้งานสูงถึง 200 ล้านคนต่อเดือน ทำให้บริษัท WhatsApp มีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท) ฐานผู้ใช้ WhatsApp เติบโตอย่างต่อเนื่อง และในเดือนธันวาคม ปี 2013 มีผู้ใช้งานอยู่ประมาณ 450 ล้านคนต่อเดือน ทำให้ถัดจากนั้นอีกเพียง 2 เดือน ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook ได้ติดต่อมาหา Jan Koum ต่อมา ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2014 ทาง Facebook ก็ประกาศเข้าซื้อกิจการของ WhatsApp อย่างเป็นทางการที่มูลค่า 19 พันล้านเหรียญหสรัฐฯ (ประมาณ 6.27 แสนล้านบาท) จนกระทั่งเดือนเมษายน ปี 2018 Jan Koum ได้ประกาศลาออกจากบอร์ดบริหารของ Facebook

และในปี 2019 ทาง Forbs ได้ระบุว่า Jan Koum มีทรัพย์รวมอยู่ที่ 10 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท เป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 143 ของโลกที่สร้างฐานะขึ้นมาได้ด้วยตนเอง

– Jan Koum – กล่าวเอาไว้ว่า

“ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขามีเพียงแค่ไอเดียเดียว คือ การสร้าง WhatsApp ขึ้นมา โดยโฟกัสการทำมันเพียงอย่างเดียวและเขาก็ไม่มีแผนการหรือไอเดียที่สร้างสิ่งอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อย”

“เราจะไม่หยุดจนกว่าทุก ๆ คนบนโลกนี้จะมีวิธีที่ประหยัดและเชื่อถือได้ ในการสื่อสารกับเพื่อนและคนที่พวกเขารัก”

“การสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญของสังคมของเรา นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์”

“เรามุ่งเน้นที่การส่งมอบสัญญาของ WhatsApp ให้กว้างไกลเพื่อให้ผู้คนทั่วโลกมีอิสระที่จะพูดในสิ่งที่ตนคิดโดยไม่ต้องกลัว”

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

ที่มา : awakenthegreatnesswithin, thefamouspeople, businessinsider, eyerys

รูปภาพ : businessinsider

 

Jeff Bezos มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Amazon

0

ผู้ประกอบการชาวอเมริกัน Jeff Bezos เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazon และเจ้าของ ‘The Washington Post’ จากพ่อค้าขายหนังสือออนไลน์ สู่เจ้าพ่อ E-commerce ที่ขายทุกอย่างให้คนทั้งโลก กลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก แซงมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกตลอดกาลอย่าง Bill Gates เจ้าของ Microsoft

Jefffrey Preston Bezos หรือ Jeff Bezos เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม ปี 1964 ที่เมือง Albuquerque, New Mexico ประเทศสหรัฐอเมริกา อาศัยอยู่กับแม่ของเขา Jacklyn Gise Jorgensen พ่อของเขาได้แยกทางกับแม่ของเขาตั้งแต่ตอนเขาพึ่งเกิดได้ไม่นาน เมื่อ Jeff Bezos อายุ 5 ขวบ แม่ของเขาได้แต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยงชื่อ Miguel Mike Bezos เป็นชาวคิวบาที่อพยพมาประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วัย 15 ปี ในวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นของ Jeff Bezos อาศัยอยู่กับคุณตาของเขาเป็นส่วนใหญ่ Jeff Bezos ได้เรียนรู้งานประดิษฐ์ งานช่าง โดยมีคุณตาคอยสอนและดูแล จึงทำให้ Jeff Bezos มีนิสัยรักการเรียนรู้และชอบสิ่งประดิษฐ์ ชีวิตในวัยเรียน Jeff Bezos เป็นคนที่ขยันเรียนมาก ในช่วงมัธยมปลาย Jeff Bezos ได้ย้ายบ้านไปที่เมือง Miami รัฐ Florida โดยเข้าศึกษาที่โรงเรียน Miami Palmetto Senior High School ต่อมาเขาได้สอบเข้ามหาวิทยาลัย Princeton สาขาวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จบการศึกษาในปี 1986 เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสองสาขาวิชา วิชาเอกวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และวิชาวิศวกรรมการไฟฟ้า

หลังจากที่เรียนจบ Jeff Bezos ไปที่ Wall Street เป็นพนักงานวิเคราะห์แนวโน้มหุ้นด้วยคอมพิวเตอร์ของบริษัท Fitel วิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการมากขึ้นในหลายบริษัท ทำให้หน้าที่การงานของ Jeff Bezos นั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ต่อมาเขาได้เข้าทำงานที่บริษัทลงทุน E.D. Shaw & Co. เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้วิทยาการคอมพิวเตอร์สู่ตลาดหุ้น ในระหว่างที่เขาทำงานอยู่ที่นี่ เขาพบกับ MacKenzie ภรรยาของเขาซึ่งเป็นบัณฑิตของ Princeton เช่นกัน Jeff Bezos แต่งงานกับ MacKenzie Bezos ในปี 1993 ซึ่งเธอก็ทำงานที่เดียวกันกับ Jeff ในตำแหน่งนักวิจัยและเป็นผู้ช่วยของ Jeff Bezos และทั้งคู่ก็ได้มีลูกด้วยกันทั้งหมด 4 คน และในปีนั้น Jeff Bezos ได้ขึ้นเป็นระดับผู้บริหารอย่างรวดเร็ว มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ต่อมาเขาได้รู้จักกับโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่ง ณ ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตยังเป็นที่รู้จักน้อยมาก ๆ จนกระทั่งในปี 1994 Jeff Bezos ออกจากบริษัทลงทุน E.D. Shaw & Co. และได้เห็นแนวโน้มว่ามีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเติบโตขึ้น 2,300 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน แถมในสมัยมีร้านค้าออนไลน์น้อยมาก Jeff Bezos จึงตัดสินใจตลาดหนังสือเป็นตัวเลือกแรก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ติดอันดับ Top 20 ที่มีคนสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์สูงที่สุด และข้อดีอีกอย่างของร้านค้าในอินเทอร์เน็ต คือ การที่ศาลฎีกาสหรัฐฯพิพากษาคดีล่าสุดว่าการสั่งซื้อทางไปรษณีย์ไม่ต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐบาล ในปี 1995 Jeff Bezos ตัดสินใจใช้ชื่อเว็บไซต์ว่า Amazon.com ที่ได้แรงบันดาลใจจากชื่อแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีจุดประสงค์หลักคือ ต้องการเป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Amazon เปิดตัววันที่ 16 กรกฏาคม 1995 โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายคนรู้จักทางอีเมล์ และเกิดการไวรัลออกไปแบบปากต่อปาก เขาใช้กลยุทธ์เรื่องราคาของการค้าปลีกทั่วไปนั่นก็คือ เขาขายหนังสือต่ำกว่าราคาปก อยู่ประมาณ 10-30% เว็บไซต์ Amazon.com ยังเป็นที่สนใจของ Jerry Yang ผู้ก่อตั้ง Yahoo โดย Jerry Yang ได้ติดต่อ Jeff Bezos เพื่อขอนำข้อมูลเว็บไซต์ไปแปะไว้ในหน้าแนะนำเว็บน้องใหม่ ทำให้ในสุดสัปดาห์นั้น Amazon.com มียอดจำหน่ายพุ่งขึ้นเป็น 12,000 เหรียญ (หรือประมาณ 3 แสนกว่าบาท) ในทันที หลังจากนั้นเพียง 30 วัน เขาก็ได้ลูกค้าเข้ามาจากทั่วประเทศอเมริกา แถมยังมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศกว่าอีก 45 ประเทศอีกด้วย ยอดขายหนังสือของเขาเติบโตเป็น 20,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อสัปดาห์ภายใน 2 เดือน และด้วยความที่ยอดขายหนังสือของเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว เพียงผ่านไปแค่ 2 ปี Jeff Bezos ก็ได้นำบริษัท Amazon จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นในปี 1997 โดยมีมูลค่าของหุ้น Amazon นั้นสูงกว่า ร้านหนังสืออย่าง Bans and Nobles เป็นร้านหนังสือใหญ่ที่สุดของอเมริกาในสมัยนั้น ทำให้ Jeff Bezos ขยายช่องทางในธุรกิจ ที่จะไม่หยุดอยู่แค่ขายหนังสือออนไลน์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เขาจึงค่อย ๆ เพิ่มสินค้าใหม่เข้าไปในร้าน ไม่ว่าจะเป็น CD, DVD, Elctronics และอื่น ๆ อีกมากมาย จน Amazon.com ได้รับฉายาว่า “Everything Store” เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่ขายปลีกสินค้ามากมาย ในปัจจุบัน Amazon.com มีสินค้าทั้งหมดรวมแล้วมากกว่า 300 ล้านรายการ จากแต่เดิมมีประมาณหลักสิบล้าน แต่เนื่องจาก Amazon.com ใช้วิธีการให้เหล่าบรรดาผู้ค้ารายอื่น ๆ เข้ามาร่วมขายด้วย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายอื่น ๆ เข้ามาแข่งขันกับ Amazon เอง โดยสามารถขายสินค้าประเภทเดียวกันได้ แถมยังสามารถขายตัดราคาให้มีราคาถูกกว่า Amazon.com ก็สามารถทำได้เช่นกันและในปี 1999 นิตยสาร Time Magazine ก็ได้ยกให้ Jeff Bezos เป็นบุคคลแห่งปี 1999 เนื่องจาก Jeff Bezos นั้น ได้เปลี่ยนแปลงวงการการค้าขายของตลาดโลกไปโดยสิ้นเชิง ในช่วงปี 2000 นั้น Amazon ได้พบกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เรียกวิกฤตนี้ว่า “ฟองสบู่ดอทคอม” เนื่องจากในสมัยนั้นอินเตอร์เน็ตมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีบริษัทอินเตอร์เน็ตสามารถเข้าตลาดหุ้นได้อย่างง่ายดาย ซึ่งทำให้มีมูลค่าหุ้นสูงเกินจริง จึงทำให้ดัชนีในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นจาก 1,200 จุดในปี 1995 ไปถึงจุดสูงสุดที่ 6,000 จุด แต่แล้ว ในเดือน มีนาคม ปี 2000 ดัชนีหุ้น Nasdaq ปรับตัวลง จาก 6,885 จุด ลดลงเหลือมาเพียง 1,600 จุด ในเดือนกันยายน ปี 2002 ทำให้บริษัทหลายแห่งปิดตัวลง และผลกระทบนี้ ก็ส่งผลต่อ Amazon.com ด้วย จึงทำให้ Jeff Bezos ต้องตัดสินใจปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ และลดจำนวนพนักงานลง ด้วยการปลดพนักงานกว่า 1,300 ตำแหน่ง ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2001 และในปัจจุบันนั้น ก็มีพนักงานกว่า 500,000 คน โดยในปี 2017 Amazon.com นั้น มีรายได้อยู่ที่ 177,900 ล้านหรียญสหรัฐฯ และ Amazon.com ก็ยังคงขยายธุรกิจและเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากด้าน E-commerce แล้ว Jeff Bezos ยังได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับธุรกิจอวกาศ ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลของคุณตามาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณตาของเขานั้น เคยทำงานเป็นผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคของคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณู ในระหว่างปี 2000 Jeff Bezos ได้ก่อตั้งบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจอวกาศ ที่ชื่อว่า Blue Origin ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงทดลองและพัฒนาโครงการจรวดขนส่งยานอวกาศ โดยได้มีการทดลองส่งยานอวกาศอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งในปี 2011 Blue Origin ก็ได้รับเงินทุนจากองค์กร NASA เพื่อเร่งพัฒนายานอวกาศ New Shepard

Jeff Bezos เป็นคนที่มุ่งมั่น และเอาจริงเอาจังกับงานมาก เขามักใส่ใจในทุก ๆ รายละเอียดของธุรกิจ และมักให้ความสำคัญกับลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะ Jeff ได้กล่าวเอาไว้ว่า หากไม่มีลูกค้าที่คอยซื้อสินค้าของเขา ก็คงไม่สามารถที่จะดำเนินการธุรกิจต่อไปได้ หากลูกค้ามีความสุขในการจ่ายเงิน บริษัทก็จะเงินจ่ายพนักงานและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น

– Jeff Bezos – กล่าวเอาไว้ว่า

“ ระบบการบริการลูกค้าที่ดีที่สุด คือ ถ้าหากลูกค้าไม่ต้องการโทรหาคุณ ไม่ต้องการพูดคุยหรือสอบถามกับคุณ นั่นหมายถึง คุณได้สร้างระบบ Customer Services ที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาแล้ว ”

“ หากคุณสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมลูกค้าจะบอกต่อกันถึงเรื่องนั้น คำพูดจากปากนั้นทรงพลังมาก ”

“ ถ้าคุณทำให้ลูกค้าไม่มีความสุขในโลกทางกายภาพพวกเขาแต่ละคนอาจบอกเพื่อน 6 คน หากคุณทำให้ลูกค้าไม่มีความสุขบนอินเทอร์เน็ตพวกเขาแต่ละคนสามารถบอกเพื่อนได้ 6,000 คน ”

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

ที่มา : astrumpeople, biography, awakenthegreatnesswithin

รูปภาพ : astrumpeople

Jack Ma เจ้าของ Alibaba เว็บไซต์ E-Commerce แบบ B2B ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

0

Jack Ma เป็นผู้มีอิทธิพลทางธุรกิจของจีนซึ่งผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ Alibaba Group Holding Ltd. ขึ้นเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก ด้วยการเป็นเจ้าของทรัพย์สินมูลค่ากว่า 39 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว ๆ 1.2 ล้านล้านบาท

Ma Yun หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Jack Ma นั้น เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน ปี 1964 เกิดที่ประเทศจีน มณฑลเจ้อเจียง เมืองหางโจว ในช่วงวัยรุ่น Jack Ma มีข้อจำกัดในเรื่องทักษะภาษาอังกฤษ ตอนเรียนจบชั้นมัธยมและเตรียมตัวสอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย Jack Ma พยายามที่จะสมัครเรียนในมหาวิทยาลัย harvard แต่ถูกปฏิเสธกลับมาหลายครั้ง เนื่องจากความสารถในการใช้ภาษาอังกฤษของเขายังไม่ดีพอ จนกระทั่งเขาตัดใจและบอกตัวเองว่า “สักวันหนึ่งฉันจะต้องไปสอนที่นั่นให้ได้” Jack Ma ฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วยตนเองทุกวันโดยการเป็นไกด์อาสานำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเที่ยวไปรอบเมือง ต่อมาไม่นาน Jack Ma ตัดสินใจที่จะสอบเข้าสถาบันครูในเมืองหางโจวและเรียนจนจบปริญญาตรีในสาขาเอกวิชาภาษาอังกฤษ และได้เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษและการค้าระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยหางโจว เขาเป็นครูเพียง 5 ปี ก็ตัดสินใจลาออกเพื่อจะใช้ชีวิตตามความเชื่อของตัวเอง Jack Ma เคยสมัครงานและเคยถูกปฏิเสธมาแล้วหลายครั้ง Jack Ma เคยสมัครคัดเลือกเข้าเป็นตำรวจจากจำนวนคนทั้งหมด 5 คน มีเขาเพียงคนเดียวที่ไม่ได้รับคัดเลือก และยังเคยไปสมัครงานพร้อมกับลูกพี่ลูกน้องที่โรงแรม 4 ดาว ผลก็ออกมาเหมือนเดิม ลูกพี่ลูกน้องของเขาได้งานนี้ ในขณะที่เขาถูกปฏิเสธ แม้กระทั่งการสัมภาษณ์งานในร้าน KFC ที่มีผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ทั้งหมด 24 คน มีเขาเพียงคนเดียวที่ถูกปฏิเสธ ปัจจุบันบริษัท Ant Financial ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Alibaba Group ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน ได้เข้าซื้อกิจการ KFC ในราคา 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เส้นทางทำธุรกิจออนไลน์ของ Jack Ma เริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่เขารู้จักกับอินเตอร์เน็ตครั้งแรก ในช่วงที่เขาเป็นอาจารย์เขาได้เริ่มดำเนินธุรกิจให้บริการด้านการแปล และมีโอกาสไปเป็นล่ามที่สหรัฐอเมริกาครั้งแรกในปี 1995 ทำให้ Jack Ma ได้รู้จักกับอินเตอร์เน็ต และเขาก็รู้สึกแปลกใจมากเมื่อพบว่าสินค้ามากมายบนโลกอินเตอร์เน็ตผลิตมาจากประเทศจีนแต่กลับไม่มีชื่อของตัวแทนจากจีนเป็นผู้จำหน่าย ทำให้เขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพของอินเทอร์เน็ต หลังจากที่ Jack Ma กลับมาที่ประเทศจีน ในเดือนเมษายน ปี 1995 เขาได้รวบรวมเงินจากกลุ่มเพื่อน ๆ เป็นจำนวนเงินประมาณ 20,000 เหรียญฯ (ประมาณ 6 แสนบาท) เพื่อเปิดตัวเว็บไซต์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จีนและธุรกิจจีนออนไลน์ ในชื่อ “China Yellow Pages” ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่จดทะเบียนธุรกิจของจีนและผลิตภัณฑ์ขายผลิตภัณฑ์ของจีนเท่านั้น และได้การตอบรับที่ดีแต่รายได้จากการธุรกิจก็ยังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมด Jack Ma จึงตัดสินใจระดมเงินทุนจากหน่วยงานของรัฐ โดยให้การรัฐบาลจีนเป็นหุ้นส่วนใหญ่ จนผ่านไป 3 ปี บริษัทเขาก็สามารถทำเงินได้กว่า 5 ล้านหยวน หรือราว ๆ กว่า 24 ล้านบาท แต่รัฐบาลมีนโยบายที่เข้มงวดและปฏิเสธที่จะทำการค้ากับนานาประเทศ ทำให้ในที่สุด Jack Ma ตัดสินใจลาออกจาก China Yellow Pages ต่อมาในปี 1999 Jack Ma กับเพื่อนอีก 18 คน ได้ก่อตั้ง Alibaba ขึ้นมา โดยมีเงินทุน 500,000 หยวน (หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท) เพื่อที่จะสร้างศูนย์รวมการทำการค้าระหว่าง Business-to-Business (B2B) เป็นเว็บไซต์ที่ให้ธุรกิจแต่ละแห่งมาทำการซื้อขายกัน โดยเน้นที่การขายส่งเป็นจำนวนมาก ในช่วงระหว่างปี 1999-2000  Alibaba ได้รับเงินทุนจากต่างประเทศจำนวน 25 ล้านเหรียญฯ (ประมาณ 700 ล้านบาท) Jack Ma ต้องการทำให้ตลาด E-commerce ในจีนขยายตัวให้ได้มากที่สุด และสร้างเว็บไซต์แพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งขึ้นมา โดยเน้นไปที่กลุ่มของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เพื่อผลักดันให้สามารถแข่งขันกับการค้าระดับโลกอย่าง World Trade Organization (WTO)  ได้ ในปี 2003 Jack Ma เปิดตัวเว็บไซต์ E-commerce ที่ชื่อว่า Taobao.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ค้าขายออนไลน์แบบ Business-to-Consumer (B2C) และนอกจากนั้นยังเปิดตัวระบบจ่ายเงินออนไลน์ที่ชื่อ Alipay โดยมีเป้าหมาย คือ เป็นระบบโอนเงินซึ่งคล้ายๆกับ Paypal ในปี 2004 eBay เจ้าของเว็บไซต์ E-commerce ชื่อดัง ได้ยื่นข้อเสนอในการเข้าซื้อกิจการของ Taobao แต่ Jack Ma ได้ปฏิเสธไป และในปี 2005 เขาก็ได้รับการเสนอเงินทุนจำนวนเงินถึง 1 พันล้านเหรียญฯ (ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท) จาก Jerry Yang ผู้ก่อตั้ง Yahoo! ซึ่งเป็นชาวจีน เพื่อแลกกับการถือหุ้นใน Alibaba 40%

ในเดือนสิงหาคมปี 2014 มีรายงานว่า Jack Ma กลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในจีนมีทรัพย์สิน 21,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในวันที่ 19 กันยายน ปี 2014 Jack Ma ก็ได้นำ Alibaba เข้าตลาดหุ้นที่อเมริกาในตลาด New York Set และระดมทุนได้กว่า 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 7.8 แสนล้านบาท) ส่งผลให้ในปี 2016 Jack Ma กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชียด้วยทรัพย์สินมูลค่า 33,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) และในปี 2018 Jack Ma มีทรัพย์สินอยู่ที่ 39,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 20 ของโลกในที่สุด

และในปัจจุบันนั้น Jack Ma ก็ได้เริ่มทำการตลาดในประเทศไทยมาซักพักนึงแล้ว ผ่านเว็บไซต์อย่าง Lazada ที่ Alibaba เข้าซื้อกิจการไปในเดือนเมษายน ปี 2016 ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน Alibaba Group มีกิจการ อาทิ:

  1. Alibaba เว็บไซต์ E-Commerce ค้าส่งแบบ B2B
  2. AliExpress เว็บไซต์ E-Commerce ค้าส่ง/ค้าปลีก (คล้าย Amazon.com)
  3. Taobao เว็บไซต์ E-Commerce ค้าปลีก C2C (คล้าย Ebay.com)
  4. Tmall เว็บไซต์ E-Commerce ค้าปลีก B2C (คล้าย Zappos.com)
  5. Alipay ระบบชำระเงินออนไลน์
  6. Juhuasuan เว็บดีลคล้าย Groupon.com
  7. Alibaba Cloud Computing บริการคลาวด์เซิร์ฟเวอร์
  8. Laiwang แอปพลิเคชั่นข้อความคล้าย WeChat

– Jack Ma – กล่าวเอาไว้ว่า

“หากคุณยังไม่ล้มเลิกหรือยอมแพ้ไปซะก่อน คุณย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ แต่เมื่อไหร่ที่คุณถอดใจยอมแพ้คุณก็จะไม่มีโอกาสชนะได้เลย และนั่นก็คือความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคุณ”

“ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ คุณต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่นอย่าเรียนรู้จากเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จของคนคนนั้น”

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

ที่มา :investopedia, moneyhub, assignmentpoint

รูปภาพ : businessoffashion

Steve Jobs ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple Computers ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกการปฏิวัติไมโครคอมพิวเตอร์

0

Steven Paul Jobs เป็นนักประดิษฐ์นักออกแบบและผู้ประกอบการชาวอเมริกัน และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Apple Computer ผลิตภัณฑ์ปฏิวัติของ Apple ซึ่งรวมถึง iPod, iPhone และ iPad นั้นถูกมองว่าเป็นตัวกำหนดวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทันสมัย

Steve Jobs เกิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1955 ในซานฟรานซิสโกแคลิฟอร์เนีย และเป็นลูกบุญธรรมของ Paul และ Clara Jobs เขาเติบโตขึ้นมากับน้องสาวคนหนึ่งชื่อว่า Patty Paul Jobs เป็นช่างเครื่อง และช่างซ่อมรถยนต์ ในปี 2504 ครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมาน์เทนวิวรัฐแคลิฟอร์เนีย บริเวณนี้ทางใต้ของพาโลอัลโตแคลิฟอร์เนีย พื้นที่นี้ถูกกล่าวว่าเป็น “Silicon Valley” นี่มีสารที่เรียกว่า Silicon ที่ถูกนำมาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เป็นศูนย์กลางของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ ตอนเป็นเด็ก ๆ Steve Jobs ชอบทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เขาแสดงความสนใจในด้านอิเล็กทรอนิกส์ เขาใช้เวลาทำงานที่โรงจอดรถของเพื่อนบ้านที่ทำงานที่ Hewlett-Packard ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนมาก ในงาน Hewlett-Packard Explorer Club เขาเห็นวิศวกรสาธิตผลิตภัณฑ์ใหม่ และเขาเห็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกเมื่ออายุ 12 ปี เขาประทับใจมาก และรู้ทันทีว่าเขาต้องการทำงานกับคอมพิวเตอร์

บทบาทในวงการไอทีของ Steve Jobs ในปี 1976 เมื่อ Steve Jobs อายุ 21 ปีเริ่มจากการร่วมก่อตั้งบริษัท Apple Computer ร่วมกับ Stephen Wozniak และได้สร้างคอมพิวเตอร์ Apple II ขึ้นมา ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นด้วยการสั่งงานคอมพิวเตอร์ผ่านทางภาพ หรือ GUI ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า เม้าส์ มีการใช้ครั้งแรกที่บริษัทซีร็อกซ์พาร์ค (Xerox PARC) Jobs และ Wozniak ได้รับการยกย่องในการปฏิวัติอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์กับ Apple ด้วยการทำให้เทคโนโลยีเป็นประชาธิปไตยและทำให้เครื่องจักรมีขนาดเล็กลงราคาถูกใช้งานง่าย และเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกวัน อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 1984 เขาได้ลาออกจาก Apple Computer เพราะมีปัญหาเรื่องความเห็นไม่ตรงกันกับผู้บริหาร ก่อนจะไปก่อตั้งบริษัท NeXT  รวมถึงการเป็นผู้บริหารระดับสูงชอง Pixar Animation Studios ซึ่งเขาสร้างความแปลกใหม่แก่วงการภาพยนตร์ โดยการใช้คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงในการออกแบบภาพยนตร์ 3 มิติ เป็นเรื่องแรกอย่าง Toy Story ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนกระทั่งบริษัทถูกวอลต์ดิสนีย์ซื้อกิจการไป แต่สุดท้ายแล้วเขาก็กลับมาที่บริษัทแอปเปิลอีกครั้ง ก่อนจะรับหน้าที่ CEO ในปี ค.ศ. 1997 ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ เขาได้กอบกู้ให้บริษัท Apple Computer ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยในปี ค.ศ. 1998 เขาได้เปิดตัว iMac คอมพิวเตอร์ใสมองทะลุได้ สร้างความแปลกใหม่ในวงการไอที เท่านั้นยังไม่พอ ในปี ค.ศ. 2007 เขาได้เปิดตัว iPhone โทรศัพท์ที่รวมเอาอินเทอร์เน็ตมาไว้ในเครื่องเดียว และสามารถใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอใช้งานได้จริง ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์วงการโทรศัพท์มือถือไปตลอดกาล ก่อนจะมีสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างรายได้มหาศาลออกมาเรื่อยๆ เช่น iPad  ที่ใช้คู่กับ iPhone iTunes เป็นต้น แต่เขาก็มีชีวิตอยู่พัฒนาได้ถึงแค่เพียง iPhone 4s เท่านั้น เพราะเขาได้เสียชีวิตลงในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2011ด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน ในวัย 56 ปี โดยมีทิม คุก (Tim Cook) มือขวาของเขาขึ้นมาเป็น CEO แทน การจากไปของ Steve Jobs ได้สร้างความระส่ำระส่ายแก่บริษัท Apple Computer อย่างมาก เพราะผู้คนมองว่า Steve Jobs คือ เสาหลักแห่ง Apple Computer และรอคอยสินค้าชิ้นใหม่ที่สามารถสร้างความตื่นเต้นได้เสมอ แต่ในวันนี้ที่ไม่มี Steve Jobs ผู้คนก็รู้สึกว่าความตื่นเต้นนั้นลดลง เนื่องจากสินค้าตัวใหม่ๆ ที่ออกมา ก็ไม่ต่างจากเดิมมากเท่าไร

  • การเจรจาต่อรองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันในชีวิตของคุณไม่ว่าคุณจะตระหนักหรือไม่ก็ตาม การรู้วิธีเจรจาต่อรองเพื่อที่คุณจะไม่ขายตัวเองให้สั้น หรือโกงคู่กรณีเป็นทักษะที่มีค่าอย่างยิ่งที่ไม่ได้สอน การสร้างสถานการณ์แบบ win-win จากการเจรจาทำให้คุณประทับใจในใจของอีกฝ่ายหนึ่ง
  • สิ่งที่คุณเลือกที่จะทำจะต้องเป็นสิ่งที่คุณหลงใหล เพราะมิฉะนั้นคุณจะไม่มีความอุตสาหะที่จะทำมัน คุณต้องค้นหาสิ่งที่คุณรัก งานของคุณกำลังจะเติมเต็มชีวิตส่วนใหญ่ของคุณ และวิธีเดียวที่จะทำให้คุณพอใจอย่างแท้จริง คือ การทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่าเป็นงานที่ยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่จะทำงานที่ยอดเยี่ยม คือ รักสิ่งที่คุณทำ หากคุณยังไม่พบมันให้ดูต่อไป

บทเรียนชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจจาก Steve Jobs

  1. อย่าจำกัดการเรียนรู้ในห้องเรียนหรือแค่โปรแกรมบังคับ
  2. มีความรู้แบบองค์รวม แสวงหาประสบการณ์ที่แตกต่างในชีวิต
  3. อย่ากลัวที่จะท้าทายผู้อื่น
  4. เรียนรู้วิธีการเจรจาต่อรอง
  5. แน่วแน่! บางครั้งชีวิตก็กระทบคุณด้วยก้อนอิฐ อย่าเสียศรัทธา
  6. เรียนรู้วิธีการทำการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพด้วยตัวคุณเอง รู้คุณค่าของคุณและอย่ายุติ
  7. เรียกร้องความยิ่งใหญ่จากคนรอบข้าง
  8. มอบหมายงานอย่างเป็นผู้นำไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
  9. มีความหลงใหลในสิ่งที่คุณทำ

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

ที่มา : biography, notablebiographies, lifehack

Bill Gates ผู้ก่อตั้งธุรกิจซอฟต์แวร์ Microsoft หนึ่งในคนที่รวยที่สุดในโลก

0

Bill Gates เป็นผู้ประกอบการและนักธุรกิจ หุ้นส่วนธุรกิจของเขา Paul Allen ได้ก่อตั้งและสร้างธุรกิจซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Microsoft ผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีกลยุทธ์ทางธุรกิจที่กระตือรือร้นและกลยุทธ์ทางธุรกิจเชิงรุก ในกระบวนการนี้ Bill Gates ก็กลายเป็นผู้ชายที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของโลก ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2014 Bill Gates ประกาศว่าเขาจะก้าวลงไปในฐานะประธานไมโครซอฟท์ให้ความสำคัญกับงานการกุศลที่มูลนิธิ the Bill and Melinda Gates Foundation.

William Henry Gates III หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Bill Gates เกิดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2498 ใน Seattle Washington ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นบุตรของ William Henry Gates Sr. และ Mary Maxwell Gates โดยพ่อของเขานั้นทำอาชีพเป็นทนายความส่วนแม่ของเขานั้นเคยเป็นครูและต่อมาได้กลายเป็นผู้บริหารในบริษัท First Interstate BancSystem, Inc. ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และองค์กรการกุศลอย่าง United Way

Bill Gates ในวัย 13 ขวบ เขาได้ลงเรียนที่ Lakeside School ซึ่งในขณะที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทางโรงเรียนก็ได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการสอน ซึ่ง Bill Gates ให้ความสนใจกับเครื่องคอมพิวเตอร์มาก ถึงขนาดที่ยอมโดดเรียนแล้วแอบไปเล่นคอมพิวเตอร์กับเพื่อนซี้ของเขาอย่าง Paul Allen (ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft) ซึ่งปกติทางโรงเรียนจะกำหนดให้เล่นเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่พวกเขาก็แอบแฮกเข้าไปเปลี่ยนระบบเวลาให้เล่นได้ไม่จำนวนจำกัด จนกระทั่งพวกเขาโดนสั่งห้ามให้เล่นคอมพิวเตอร์อีกเป็นอันขาด แต่ด้วยความที่เขาชอบเล่นคอมพิวเตอร์ Bill Gates และ Paul Allen จึงได้แอบเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และติดต่อไปยังเจ้าของบริษัทที่ให้โรงเรียนเช่าคอมพิวเตอร์เพื่อเสนอตัวแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ของโปรแกรม เพื่อแลกกับการที่พวกเขาสามารถกลับเข้ามาใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ไม่จำนวนจำกัดเวลา ช่วงอายุ 17 ปี ก่อนที่เขาจะจบการศึกษาจาก Lakeside เขายังได้เขียนโปรแกรมขายให้กับโรงเรียนของเขา ซึ่งถือได้ว่าเป็น Software ชิ้นแรกที่เขาสามารถทำเงินได้

ในปี 1973 เมื่อ Bill Gates จบการศึกษาจาก Lakeside School และสอบ SAT โดยได้คะแนน 1590 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1600 ทำให้เขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย Harvard ได้ เขาเลือกที่จะลงเรียนในสาขาทนายความตามพ่อ แต่เขาใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งในปี 1975 เดือนมกราคม Bill Gates ได้อ่านบทความบทหนึ่งในนิตยสาร Popular  Electronics ซึ่งพูดถึงเกี่ยวกับการออกไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Altair 8800 ที่ผลิตโดย Micro Instrumentation and Telemetry Systems หรือ MITS Bill Gates จึงเห็นโอกาสทางธุรกิจว่าคอมพิวเตอร์กำลังจะเข้าถึงผู้คนที่มีสามารถใช้งานแข่งขันกับคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ได้ และไมโครคอมพิวเตอร์ถูกผลิตออกมาจำนวนมากเพื่อให้เข้าถึงผู้คนจำนวนมาก และสิ่งที่คอมพิวเตอร์ขาดไม่ได้ คือ ระบบปฏิบัติการที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งของผู้ใช้ได้ เขาจึงติดต่อ MITS ว่าเขามีโปรแกรม BASIC ที่สามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของพวกเขาได้ ทั้งที่จริง Bill Gates ยังไม่ได้เขียนโปรแกรมอะไรขึ้นมาเลย แต่นั่นก็ทำให้ MITS เรียกตัวเข้าไปคุย ซึ่ง Bill Gates ก็ไปกับ Paul Allen และช่วยกันเขียนโปรแกรมแบบจำลองขึ้นมา โปรแกรม BASIC ที่พวกเขาเขียนขึ้นมาสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี ทั้งสองคนจึงได้ไปทำงานกับ MITS ต่อมา Bill Gates ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งเขามีอายุได้เพียง 21 ปีเท่านั้น และร่วมกันก่อตั้งบริษัทกับ Paul Allen ที่ชื่อว่า Microsoft Corporation เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ปี 1976 โดยออฟฟิศแรกอยู่ที่เมือง Albuquerque รัฐ New Maxico Microsoft’s Altair BASIC ได้รับความนิยมจากนักเล่นคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมาก แต่ Bill Gates ก็พบว่า ส่วนใหญ่ของคนที่ใช้โปรแกรม BASIC ของพวกเขานั้นถูกคัดลอกและแจกจ่ายให้ใช้งานฟรี โดยไม่ได้มีการจ่ายเงินค่าซอร์ฟแวร์แต่อย่างใดถึง 90 % ของผู้ใช้งานทั้งหมด จึงเรียกขอเรียกร้องจากทาง MITS ว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ของ MITS จึงทำให้ Microsoft ไม่ตกอยู่ภายใต้สัญญาของ MITS ต่อมาพวกเขาก็ได้ย้ายออฟฟิศโดยไปตั้งรกรากใหม่ที่ Bellevue รัฐ Washington ในวันที่ 1 มกราคม ปี 1979

ในปี 1980 บริษัท IBM ได้เบนเข็มที่จะบุกตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้ติดต่อมาที่ Microsoft เพื่อให้เขียนระบบปฏิบัติการให้ โดย Bill Gates และ Paul Allen ได้เขียนระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า MS-DOS โดย IBM เสนอเงินให้เป็นจำนวน 50,000 เหรียญ หรือประมาณ 1 ล้านกว่าบาท ในการซื้อขายขาดแบบครั้งเดียว Bill Gates คิดว่าเขาไม่ควรขายขาด แต่เปลี่ยนการดีลเป็นการขายลิขสิทธิ์ในตัวระบบปฏิบัติการแทน โดยทุกครั้งที่คอมพิวเตอร์ของ IBM จำหน่ายไปพร้อมกับระบบปฏิบัติการของ Microsoft ทาง Bill Gates ก็จะได้ส่วนแบ่งทุกเครื่องจาก IBM และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ IBM ก็ขายได้เป็นจำนวนมาก แม้ว่า Microsoft จะเจอปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์สำหรับคนทั่วไป แต่บริษัทที่อยู่ในรูปขององค์กรทั้งหมดเลือกใช้ลิขสิทธิ์ของแท้เพราะไม่อยากมีปัญหาลิขสิทธิ์ในภายหลัง

  • ผู้ใจบุญมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และประสบความสำเร็จ จะทำให้โลกเป็นสถานที่ที่ดีกว่าสำหรับคนยากจน Bill Gates ช่วยชีวิตคนได้มากกว่า 5 ล้านคนด้วยการนำวัคซีนและพัฒนาการดูแลสุขภาพของเด็ก ๆ ตลอดชีวิตของเขา เขาบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งลงทุนในมูลนิธิที่สนับสนุนการพัฒนาด้านสุขภาพสังคมและการศึกษา
  • แม้ว่าพื้นฐานของคนเราจะคิดว่าเงินจำนวนมากจะช่วยปรับปรุงโลกเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับคนที่ทำงานอย่างหนักที่ทำให้ก้าวหน้าไปได้ Bill Gates อธิบายว่า “ คนเหล่านี้และอีกหลายล้านคนกำลังสร้างความแตกต่างในโลกของเรา และในขณะที่พวกเขาอาจเรียกตัวเองว่าเป็นวีรบุรุษ แต่ฉันคิดว่าไม่มีคำใดจะอธิบายถึงพวกเขาได้

คำพูดของ Bill Gates ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จและไม่ลืมที่จะแสดงความเมตตาต่อผู้อื่น

  1. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใครในโลกนี้ ถ้าคุณทำเช่นนั้นถือว่าคุณดูถูกตัวเอง
  2. ฉันเลือกคนขี้เกียจที่จะทำงานหนัก เพราะคนขี้เกียจจะหาวิธีง่ายๆในการทำ
  3. เป็นคนดีหรือคนโง่ จะจบลงด้วยการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง
  4. เมื่อประเทศหนึ่งมีทักษะและความมั่นใจในตนเองที่จะดำเนินการกับปัญหาที่ใหญ่ที่สุดมันทำให้คนนอกอยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมัน
  5. ความเชื่อที่ว่าโลกกำลังแย่ลงเราไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยไข้เจ็บได้ไม่เพียงแค่เข้าใจผิด มันเป็นอันตราย
  6. เราต้องหาวิธีที่จะทำให้แง่มุมของลัทธิทุนนิยมที่รับใช้คนที่มีฐานะร่ำรวยรับใช้คนยากจนเช่นกัน
  7. โดยส่วนตัวฉันต้องการเห็นผู้นำของเรามากขึ้นใช้วิธีการทางเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเรา
  8. การบรรยายควรเริ่มจากการเป็นเหมือนครอบครัวที่ร้องเพลงรอบเปียโนไปจนถึงคอนเสิร์ตคุณภาพสูง
  9. ฉันเชื่อว่าถ้าคุณแสดงให้คนอื่นเห็นปัญหาและคุณแสดงให้พวกเขาเห็นว่าพวกเขาจะได้รับการแก้ไข
  10. ฉันคิดว่าความคิดทั่วไปเกี่ยวกับคนรวยช่วยคนจนมีความสำคัญ
  11. ผู้ใจบุญที่น่าทึ่งที่สุดคือคนที่เสียสละอย่างมาก
  12. การรักษาโดยไม่มีการป้องกันนั้นไม่ยั่งยืน
  13. เราทุกคนต้องการคนที่จะให้ข้อเสนอแนะกับเรา นั่นคือวิธีที่เราปรับปรุง
  14. เราสร้างอนาคตที่ยั่งยืนเมื่อเราลงทุนในคนจนไม่ใช่เมื่อเรายืนยันความทุกข์ของพวกเขา

เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

ที่มา : biography, blog.adioma, goalcast, entrepreneur

กำเนิด Facebook Mark Zuckerberg จากเด็กหนุ่มธรรมดาสู่พันล้าน USD

0

Mark Zuckerberg เรื่องราวความสำเร็จของผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Facebook

เรื่องราวความสำเร็จของ Mark Zuckerberg ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่สร้างเครือข่ายสังคม Facebook ซึ่งตอนนี้มีผู้ใช้งานรายเดือน 1 พันล้านคน ทำให้ผู้ใช้ Facebook ทั่วโลกสามารถติดต่อกับเพื่อน ๆ ของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย Facebook ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสื่อสารกับคนรู้จัก แต่ยังมีประโยชน์มากมายและแฟนเพจที่ช่วยรวมกลุ่มผู้คนที่มีความสนใจเรื่องเดียวกันเข้าด้วยกัน

Mark Elliot Zuckerberg เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1984 และเติบโตขึ้นมาในเขตชานเมืองของนิวยอร์ก Dobbs Ferry เขาเป็นลูกคนที่สองจากพี่น้องทั้งหมด 4 คนและเป็นลูกชายคนเดียวในครอบครัว พ่อของ Mark เป็นหมอฟันและแม่เป็นนักจิตแพทย์ มาร์คมีความสนใจในการเขียนโปรแกรมในวัยประถม ความจริงที่ว่าโลกถูกแบ่งระหว่างโปรแกรมเมอร์และผู้ใช้ Mark Zuckerberg พบว่าเมื่อเขาอายุ 10 ขวบและได้พีซี Quantex 486DX เครื่องแรกของเขาใน Intel 486

จากประวัติของ Mark Zuckerberg เราพบว่าเขาได้รับการสอนเขียนโปรแกรม Atari BASIC โดยพ่อของเขาและเมื่อ Mark Zuckerberg อายุประมาณ 12 ปีเขาใช้ Atari BASIC เพื่อสร้างผู้ส่งสารซึ่งเขาเรียกว่า “ZuckNet” ทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเชื่อมต่อกันและ อนุญาตให้ถ่ายโอนข้อความระหว่างบ้านและสำนักงานทันตกรรม พ่อของเขาติดตั้งผู้ส่งสารบนคอมพิวเตอร์ของเขาในสำนักงานทันตแพทย์และพนักงานต้อนรับสามารถแจ้งให้เขาทราบเมื่อมีผู้ป่วยรายใหม่มาถึง มาร์คยังสนุกกับการพัฒนาเกมและเครื่องมือสื่อสาร นอกจากนั้นในวัยมัธยม Mark Zuckerberg ยังคงหลงใหลในการเขียนโค้ดและต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ ได้เขียน Synapse ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเพลงอัจฉริยะสำหรับเครื่องเล่นเพลง MP3 และได้รับความสนใจอย่างมากในโปรแกรมเล่นสื่อ Synapse  Mark Mark Zuckerberg ปฏิเสธข้อเสนอของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีจากหลายสิบบริษัท โดยปฏิเสธคำเชิญอย่างสุภาพที่จะให้ความร่วมมือ

ต่อมา Mark Zuckerberg ได้เข้าศึกษาที่สถาบันการศึกษาแห่ง Phillips Exeter ซึ่งเป็นโรงเรียนเตรียมความพร้อมเฉพาะทางในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ เขาแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีในด้านวิทยาศาสตร์และวรรณกรรมโดยได้รับปริญญาทางด้านคลาสสิก นอกจากนี้เขายังแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมในการฟันดาบและยังเป็นกัปตันทีมฟันดาบของโรงเรียน

ในปี 2545 หลังจากสำเร็จการศึกษาที่ Phillips Exeter Mark Zuckerberg เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัย Harvard ในปีที่สองของเขาใน Ivy League เขาได้รับชื่อเสียงในฐานะนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในมหาวิทยาลัย

ในปี 2003 เย็นวันนั้นในฤดูร้อนเมื่อ Mark Zuckerberg ทนทุกข์ทรมานจากการนอนไม่หลับในห้องพักที่หอพักมหาวิทยาลัย Harvard เขามีความคิดที่จะสร้างเว็บไซต์ที่เรียกว่า FaceMash มาร์คตัดสินใจที่จะแฮ็คฐานข้อมูลของ Harvard ที่นักเรียนอัพโหลดรูปโปรไฟล์ เขาเขียนโปรแกรมที่สุ่มภาพสองภาพของนักเรียนหญิง สุ่มสองคนและวางไว้ใกล้กันแล้วถามว่า“ ใครที่ร้อนแรงกว่ากัน” โดยให้ลงคะแนน เว็บไซต์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักเรียนส่วนใหญ่ที่ Harvard เมื่อจำนวนผู้เยี่ยมชมเกินขีดจำกัดเซิร์ฟเวอร์จะทำงานล้มเหลวเนื่องจากมีการโหลดมากเกินไป มาร์คปรากฏจึงตัวต่อหน้าคณะกรรมการว่าด้วยเรื่องการแฮ็คคอมพิวเตอร์ และเขาได้รับการลงโทษทางวินัย

ประมาณสิบเดือนก่อนมหากาพย์ FaceMash ของ Mark Zuckerberg หนึ่งในนักเรียนของ Harvard  Divya Narendra ได้มีความคิดในการสร้างเครือข่ายทางสังคมสำหรับนักเรียน Harvard โดยแนะนำให้ใช้ที่อยู่อีเมลของ Harvard เป็นชื่อผู้ใช้หลัก หุ้นส่วนของ Divya Narendra เป็นฝาแฝด Tyler และ Cameron Winklevoss Howard พ่อของ Twinklevoss, Howard Winklevoss เป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ประสบความสำเร็จและทุ่มเทความพยายามและเงินให้กับบุตรชายของเขาดังนั้นเรื่องเงินทุนในการเริ่มต้นจึงไม่ใช่ปัญหา

ในการสนทนากับ Mark Narendra กล่าวว่าโครงการนี้จะเรียกว่า Harvard Connection (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ConnectU) และสมาชิกจะโพสต์บนอินเทอร์เน็ตรูปภาพข้อมูลส่วนบุคคลและลิงก์ที่มีประโยชน์ งานของ Mark Zuckerberg จึงตอบโจทย์กับพวกเขามาก รวมถึงการเขียนโปรแกรมของเว็บไซต์และการสร้างซอร์สโค้ดพิเศษซึ่งจะช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างรวดเร็วที่สุด หลังจากที่ Mark Zuckerberg ได้พูดคุยถึงโครงการนี้กับ Narendra และ ฝาแฝด Winklevoss Mark Zuckerberg จึงตกลงที่จะเข้าร่วมโครงการนี้พวกเขาทำ ConnectU ออกมาได้ยอดเยี่ยมสำหรับเครือข่ายสังคมของพวกเขา

เมื่อวันที่ 04 กุมภาพันธ์ 2004 Mark Zuckerberg ได้จดทะเบียนชื่อโดเมน TheFacebook.com ซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วโลกในชื่อ Facebook.com แต่ Facebook สามารถทำงานได้เฉพาะภายในมหาวิทยาลัย Harvardในช่วงแรกโครงการดึงดูดความสนใจของผู้ชมที่มีคุณภาพ เมื่อผู้ใช้พยายามสมัครใช้งานเขาจะต้องกรอกรายละเอียดมากขึ้นนอกเหนือจากการใช้อีเมลของ Harvard เป็นชื่อผู้ใช้หลัก ก็ขอให้เพิ่มภาพโปรไฟล์จริง ต่อมา Facebook ก็ก้าวข้ามภาคการศึกษาและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ Mark Zuckerberg เริ่มมองหานักลงทุน การลงทุนครั้งแรกที่ได้รับจากหนึ่งในผู้ก่อตั้ง PayPal, Peter Thiel ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั่ว Silicon Valley Peter Thiel จัดสรรเงิน 500,000 ดอลล่าร์ และจำนวนนั้นเพียงพอสำหรับโครงการ Facebook ในทันที โครงการเริ่มพัฒนาอย่างรวดเร็ว ในเวลาน้อยกว่าหนึ่งปีหลังจากก่อตั้งขึ้นมากกว่า 1 ล้านคนเข้าร่วมเครือข่ายสังคม

ในปี 2005 Facebook สามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา Zuckerberg ยังเชื่อว่าโครงการของเขาเป็นเครือข่ายสังคมสำหรับนักเรียน แต่ความสนใจของผู้ใช้ Facebook เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากนั้นมีการตัดสินใจที่จะทำให้การลงทะเบียนเข้าถึงได้โดยบุคคลทั่วไป และหลังจากนี้การแพร่ระบาดของ Facebook ก็เริ่มต้นขึ้น สิ่งสำคัญที่ดึงดูดผู้ใช้ใน Facebook ในทันที คือ เพื่อนที่พบกันในชีวิตจริงตอนนี้สามารถสื่อสารกันทางออนไลน์ได้ และมันเป็นสิ่งใหม่

เราหวังว่าคุณจะสนุกกับการอ่านประวัติของ Mark Zuckerberg และเรื่องราวความสำเร็จอันน่าทึ่งของ Facebook และมันเป็นแรงบันดาลใจให้คุณค้นพบสิ่งใหม่ ๆ

  • Mark Zuckerberg สร้างความประหลาดใจให้กับโลกด้วยเทคโนโลยีที่สามารถติดต่อสื่อสารกันผ่านอินเทอร์เน็ตที่เป็นนวัตกรรม ความสร้างสรรค์ของเขายกความหวังของเยาวชนนับพันล้านด้วยการฝันและบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ เขาลบตำนานความเป็นผู้นำแบบดั้งเดิมว่าความเป็นผู้นำนั้นมีไว้สำหรับผู้มีประสบการณ์และผู้สูงอายุเท่านั้น
  • Mark Zuckerberg ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังแบบอย่างและแรงบันดาลใจสำหรับเยาวชนในระดับสากล เขาทำลายกำแพงแบบดั้งเดิมและฝันอันยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จในฐานะมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก เขาพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าผู้นำไม่ได้เกี่ยวข้องกับอายุและประสบการณ์

คำพูดของ Mark Zuckerberg ที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณไล่ตามความฝันและสร้างความแตกต่าง

“เคลื่อนอย่างรวดเร็วและหยุดทำสิ่งต่าง ๆ ถ้าคุณไม่ได้ทำสิ่งต่าง ๆ คุณจะเคลื่อนที่ไม่เร็วพอ ”

“ ผู้คนไม่สนใจสิ่งที่คุณพูดพวกเขาสนใจสิ่งที่คุณสร้าง ”

“ ให้พลังแก่ทุกคนในการแบ่งปันทุกอย่างกับทุกคน ”

“ ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือไม่รับความเสี่ยงใด ๆ ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจริง ๆ กลยุทธ์เดียวที่รับประกันได้ว่าล้มเหลวคือการไม่ยอมรับความเสี่ยง ”

“ ผู้คนสามารถฉลาดหรือมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้โดยตรง แต่ถ้าพวกเขาไม่เชื่อในสิ่งนั้นจริง ๆ พวกเขาจะไม่ทำงานหนักจริงๆ ”

“ อย่าให้ใครมาบอกให้คุณเปลี่ยนว่าคุณเป็นใคร ”

“ ฉันมาที่นี่เพื่อสร้างบางสิ่งในระยะยาว สิ่งอื่นใดเป็นสิ่งที่ทำให้ไขว้เขว ”

“ แทนที่จะสร้างกำแพงเราสามารถช่วยสร้างสะพานได้ ”

“ ฉันคิดว่าอินเทอร์เน็ตทั่วไปดีมากเพราะมันช่วยให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ”

“ ไม่มีอะไรมีอิทธิพลต่อผู้คนมากกว่าคำแนะนำจากเพื่อนที่ไว้ใจได้ ”

“ โฆษณาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อมันสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้คนสนใจทำอยู่แล้ว”

“ ไม่ว่าคุณจะสร้างอะไรสร้างด้วยความระมัดระวัง ทุกคนที่สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ทำอย่างระมัดระวัง ”

“ คำถามคือ ‘เราต้องการรู้อะไรเกี่ยวกับผู้คน’ คำตอบคือ ‘ผู้คนต้องการบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเอง ”

“ เรามองหาคนที่หลงใหลในบางสิ่ง ในทางใดทางหนึ่งมันแทบไม่สำคัญว่าคุณหลงใหลอะไร ”

“ คุณอย่าปล่อยให้คนมาขัดขวางคุณ นั่นเป็นวิธีที่คุณทำ ”

“ มันเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ต้องมีความตระหนักในตนเองอย่างเพียงพอที่จะรู้ว่าพวกเขาไม่รู้อะไร ”

“ เป้าหมายของฉัน คือไม่เพียงแค่สร้าง บริษัท มันเป็นการสร้างบางสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลก ”

“ การช่วยเหลือผู้คนหลายพันล้านคนในการเชื่อมต่อเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจและเป็นสิ่งที่ฉันภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของฉัน ”

“ หนังสือช่วยให้คุณสำรวจหัวข้อที่คุณสนใจได้อย่างเต็มที่และดื่มด่ำไปกับสื่อที่ลึกกว่าในทุกวันนี้ ”

“ ใช้ความกล้าเลือกความหวังเหนือความกลัว ”

“ คำแนะนำอันดับหนึ่งของฉันคือคุณควรเรียนรู้วิธีการเขียนโปรแกรม ”

“ บางคนฝันถึงความสำเร็จในขณะที่คนอื่นตื่นขึ้นมาและทำงานอย่างหนัก ”

  เกาะติดข่าวสารการตลาดออนไลน์ เทคนิคการโปรโมทโฆษณา

แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์ @ajlink ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Fanpage : Aj Link

ติดตามข่าวสารไอที : www.ajlink.net

ที่มา : astrumpeople, linkedinawakenthegreatnesswithin

Follow us

20,193แฟนคลับชอบ
2,249ผู้ติดตามติดตาม
14,700สมาชิกติดตาม @AjLink

Latest news

error: Content is protected !!